ขอบคุณที่มา วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:06:10 น. มติชนออนไลน์

อย.ตรวจร้านค้าตลาดชายแดนไทย-พม่า เก็บตัวอย่างสาหร่ายอบแห้งจีน ส่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจอันตรายหรือไม่ ขอผู้บริโภคหยุดกินชั่วคราว รอผลก่อน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่บริเวณย่านการค้าสายลมจอย และตลาดดอยเวาชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย นพ.พงธ์พันธ์ วงค์มณี รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค จ.เชียงราย ออกตรวจสินค้าตามแนวชายแดนไทย-พม่า หลังจากมีประชาชนร้องเรียนว่าพบสาหร่ายทะเลแห้งนำเข้าจากประเทศจีนปนเปื้อนพลาสติคและมีสารอันตรายผสม จากการสุ่มตรวจตามร้านค้ากว่า 200 ร้าน พบว่ายังมีการนำสาหร่ายทะเลแห้งทั้งแบบสำเร็จรูปพร้อมกินและสำหรับประกอบอาหาร จำหน่ายชิ้นละ 20 บาท 3 ชิ้น 50 บาท หรือแพ็คละ 40-50 บาท

continue reading

 

สวัสดีค่ะ พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน

มีมี่ยังคงใจจดใจจ่อกับเรื่องก้อนแปลกประหลาดในหัวอก ตามทฤษฎีที่ไปเสิร์ชเจอมา เค้าว่า ทุกคนที่เป็นเป็นผู้หญิงที่ ทำงานหนัก จริงจังกับทุกเรื่อง เครียด และนอนดึก เราเลยถือโอกาส อู้เสียเลย(จริงๆ แล้วคือ ใจไม่ค่อยดี คิดอยู่ทุกวินาทีว่า ก้อนน้อย ๆ นั้นเค้าจะทรยศความรักรักความเอาใจใส่ของมีมี่ ด้วยการเติบโตขึ้นมาหรือเปล่า…วันที่ 1 เดือนหน้าได้รู้กัน…

ระหว่างนี้ ขออู้ต่อนะคะ อิอิ

ช่วงนี้มีมี่ก็เลยเล่นกับลูกเสียให้สะใจ ก่อนที่จะส่งเหล่าลิงน้อยกลอยใจไปโรงเรียนแล้ว มีเรื่องอยากจะเล่า วันที่พาสองลิงไปลองเจอเพื่อน ๆ ไว้มาเล่าค่ะ ติดไว้อีกเรื่องแล้วนะ ช่วยจดไว้ด้วยนะคะ เราลืมแน่…

ขอแจ้งเพื่อน ๆ ความคืบหน้าของ งานเขียนเรื่อง ลัคกี้แอนด์ไอ Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ และ Fishesandthecity ซึ่งลงเรื่องค้างอยู่นะคะ พอดีไปเจอตีมเวิร์ดเพรส สวย ๆ (อีกแล้วอ่ะ ) ความโลภเข้าครอบงำ เลยดาวน์โหลดมาเสียเลย และก็ได้เป็น fishesandthecity อ่ะค่ะ ซึ่งมี่ก็คิดว่า ดีที่แยกงานไป ให้เป็นเหมือนหนังสือเล่มๆ แยกตีม ชัดเจน และจะได้มีพื้นที่ในการลงข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
continue reading

 

ขอบคุณที่มา วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 12:52:39 น.  มติชนออนไลน์

นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ  กล่าวระหว่างเสวนาเรื่อง “เหลียวหลังแลหน้าสู่การพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉิน”ในงาน 90 ปีการสาธารณสุขไทยเพื่อคนไทยสุขภาพดี ที่จัดขึ้นที่ อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ว่า สภาวการณ์ในปัจจุบัน อุณหภูมิโลกร้อนซึ่งเป็นผลมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่เพิ่มขึ้นและการละลายตัวของน้ำแข็ง โดยคาดการณ์ว่า ปี 2643 ทั่วโลกจะมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์สูงขึ้น 2 เท่า หรือประมาณ 278 ล้านส่วน และมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1.5 -4.5 องศาเซสเซียส ซึ่งเมื่อน้ำแข็งจากขั้วโลกมีการละลาย จะส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดอุทกภัย
continue reading

 

นักวิทยาศาสตร์เตือนโลกร้อนขึ้นทำน้ำทะเลสูงน่าห่วง

สำนักข่าวต่าวงประเทศ รายงานโดยอ้างคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์ ในการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ว่า รายงานการประเมินฉบับที่ 4 ปี 2550 ของคณะทำงานระหว่างประเทศของยูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ไอพีซีซี) คาดการณ์ว่า ระดับน้ำทะเลโลกจะสูงขึ้นสูงสุด 59 เซนติเมตร โดยพวกเขาคาดว่า จะสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 1 เมตรภายในปี 2643 ส่งผลให้ประชากรโลกหลายล้านคนเสี่ยงตกอยู่ในอันตรายเพราะมีผู้อาศัยอยู่ใน พื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลราว 600 ล้านคน หรือร้อยละ 10 ของประชากรโลก
continue reading

 

ขอบคุณที่มา วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 21:06:17 น.  มติชนออนไลน์

เปิดเอกสารปี′48 ชี้ชัด กรมอุทยานฯ เคยใช้สูตรคิดค่าโลกร้อนฟ้องแพ่งชาวบ้านที่พัทลุง 1.3 ล้านบาท บุกรุกทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติ แจงรายละเอียดยิบ วิธีคิดคำนวณค่าเสียหาย”ป่า-ต้นไม้-ดิน”สูญเสียน้ำ-ดิน-ธาตุอาหาร-ทำโลกร้อน-ฝนตกน้อย จนท.อุทยาน ปัดยังไม่มีสูตรคิดลงโทษผู้ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนแน่นอน
continue reading

 
Sunday, August 16th, 2009 - by มีมี่ - No Comments
 
Sunday, August 16th, 2009 - by มีมี่ - 1 Comment

ใครเคยเจอคำทักทายจากคอมพ์ของคุณบ้างขณะกำลังใช้โปรแกรม ดรีมเวฟเวอร์สานฝันให้เป็นจริงอยู่ ของเราเพิ่งเจอครั้งแรกแล้วเครื่องก็ดับไปในทันใด ไม่พูดจา ไม่เตือนเลยว่า จะดับแล้วนะ แบ๊คอัพไฟล์ ยัง เซฟไฟล์ยัง…

ตกใจ…

หน้าจอดำมือมิดต่อหน้าต่อตา เราอึ้งไปครู่ใหญ่จ้องมองสีดำของหน้าจออย่างเอาเป็นเอาตาย ใจคิดพลาง “พี่…พีเอาจริงหรือพี่ หนูกำลังเร่งงานเว็บอยู่นะ กำลังตั้งใจจะแก้หน้า อินเด็กซ์ของ mimi-book อยู่ หลังจากได้ไอเดีย เอาตัวรอดจากการจัดหน้าดรีมเวฟเวอร์ที่ จัดมาหลายเดือนทำเอาสายตาสั้นขึ้นเป็นหลายเท่าด้วยการไปสมัครเวิร์ดเพรสมันซะทุกเรื่องเลย…

แล้วลงเรื่องตามตีมเลยค่ะ ใช้เวลาเลือกตีมนานหลายอาทิตย์ตามประสาคุณนายเพอร์เฟ็คอยากได้อะไรที่ดีที่สุด แต่ต้อง …ฟรี…เท่านั้น ก็เลยนอนตีสองมาสองอาทิตย์เพื่อให้เจ้าก้อนหินปูนในเต้านมมันได้ออกกำลังกายขยับขยายพื้นที่เสียสะใจ ตอนนี้ตายไม่กลัว กลัวเว็บไม่เสร็จ ไม่สวยจ้า

ก็ผลัดแฟน ๆ มาเกือบปีแล้วนะ สำหรับ mimi-book.com กำลังจะครบปีแล้ว ยังไม่ไปถึงไหนเลย อาย…ค่ะ

ก็ได้ตีมที่พอใจมาหลายตีมอยู่ …ดีใจ..วินาทีนึง กลุ้มใจต่อ….ใช้ตีมไม่เป็น..เฮ้อ…เดี๋ยวมาบ่นต่อค่ะ ขอไปหากาแฟร้อน ๆ มากระตุ้นประสาทก่อนนะ

 

วันนี้แค้นฝังหุ่น mimi-book.com ขอแก้แค่หน้าเดียวเท่านั้น เอาลิงค์ต่าง ๆ  ของเวิร์ดเพรสลิงค์ ๆ เข้าไปเป็นจบ เราไม่ต้องทำหน้าอื่นเพื่อเก็บข้อมูลเรือ่งแล้ว เพราะเรายอมแพ้ต่อความไม่รู้ของตัวเองด้านเว็บดีไซน์ แก้หน้านี้ ไปผิดตรงโน้น แก้ตรงโน้น ไปดันตรงนี้ ตาย…ลูกเต้าไม่อยากจะเลี้ยงกันเลยทีเดียว…

 

แต่วิธีของเรานี่ไม่ดีตรงความไม่เป็นเอกภาพ ความเป็นหนึ่งน่ะค่ะ และที่สำคัญเสียตังค์ จดโดเมนเสียเต็มเลย และ เสียค่าเช่าโฮสท์ด้วย เสียดาต้าเบสด้วย น้องชายบ่นทุกวัน

ตามใจคนแก่หน่อยนะจ๊ะน้องชาย…

 

ภาพจากเน็ตขอบคุณค่ะ

ภาพจากเน็ตขอบคุณค่ะ

วันที่ 06 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 14:03:25 น. มติชนออนไลน์

“นมแม่”อาหารทิพย์ ช่วยทารกป้องกัน “หวัด 09″ เพิ่มภูมิคุ้มกันปกป้องสุขภาพลูกน้อย

เผย”นมแม่”ช่วยทารกป้องกันหวัด 09 “แอนตี้บอดี้”แม่ถ่ายทอดแก่ลูกผ่านน้ำนม สร้างภูมิคุ้มกันปกป้องสุขภาพ
โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบันนี้ ผู้ที่เสียชีวิตมักเป็นคนที่อยู่ในระยะภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง อาทิ เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ อายุมากกว่า 65 ปี หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน

สำหรับเด็กทารกที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อติดโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 จะมีอาการรุนแรงถึงชีวิต และมีคนจำนวนน้อยที่รู้ถึงการป้องกันการติดโรคนี้ในเด็ก แต่ข้อมูลทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่า นมแม่ สามารถปกป้องสุขภาพทารก ซึ่งต่างจากทารกที่ไม่ได้ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่จะป่วยจากโรคติดเชื้ออย่างไข้หวัดได้บ่อยและรุนแรงกว่าเด็กที่ได้กินนมแม่
continue reading

 

wantedmom
วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 14:28:00 น. มติชนออนไลน์

โดย แพทย์หญิงระพีพรรณ แสงโสมวงศ์ จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์

วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันแม่ของคนไทย วันที่แม่และลูกจะได้รำลึกถึงความผูกพันที่ลึกซึ้ง สายใยรักที่มีต่อกันมาตั้งแต่รู้จักกันในบทบาทแม่และลูก ในวันนี้คุณแม่อาจใช้โอกาสในวันสำคัญเพื่อเติมเต็มความรักความห่วงใยที่มีต่อลูก โดยการให้พร แนะนำสั่งสอน ย้ำเตือนบทบาทของลูกในแบบที่แม่ต้องการ หรือรอรับดอกมะลิที่ลูกจะมอบให้ด้วยความรักและเคารพในพระคุณของแม่ ซึ่งในวันแม่ของทุกปี แม่อยากให้ลูกเป็นคนดีของแม่ และในวันแม่ปีนี้ลูกๆ ก็อยากจะขอคุณแม่บ้าง อยากให้แม่เป็นแม่ที่เข้าใจและยอมรับฟังความเห็นจากลูกบ้าง หรือเป็นแม่ในยุค 2009 เป็น “แม่ยุคใหม่ ที่ลูกต้องการ”

ปัจจุบันการสื่อสารมีความก้าวหน้ามากขึ้นทำให้โลกเล็กลง วัฒนธรรมมีการผสมผสานมากขึ้น สังคมไทยได้รับอิทธิพลจากสังคมตะวันตกมากขึ้น ซึ่งมีทั้งการผสมผสานแล้วได้ส่วนผสมที่ลงตัวและที่ไม่ลงตัว ครอบครัวไทยที่ได้รับผลจากการผสมผสานนั้นมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในครอบครัว รวมถึงวิถีหรือแนวทางในการเลี้ยงดูบุตร ครอบครัวไทยกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) มากขึ้น มีแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single Mom) มากขึ้นจากการหย่าร้าง

บทบาทของแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกโดยขาดการแนะนำ หรือจากภาระงานที่มากขึ้น เวลาที่ให้กับลูกน้อยลง ส่งผลให้เด็กในสังคมไทยเกิดปัญหามากขึ้น การเป็นแม่ยุคใหม่นี้ คงไม่ง่ายนักสำหรับคุณแม่มือใหม่ เนื่องในโอกาสวันแม่จึงขอแนะแนวทางการเป็นแม่ยุคใหม่ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมครอบครัวไทยที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้คุณแม่มือใหม่มีแนวทางการเลี้ยงเด็กในยุค 2009 ที่อาจจะช่วยให้คุณแม่มือใหม่เป็น “แม่ยุคใหม่ ที่ลูกคุณต้องการ”

ในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งคงต้องให้การดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจควบคู่กัน ซึ่งหมายถึง การตอบสนองปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการ และการให้ความรักที่เหมาะสม คงมีคุณแม่หลายคนตั้งคำถามว่า ความรักที่เหมาะสมหมายถึงอย่างไร เพราะแม่หลายคนบอกว่า “แม่คิดว่าแม่ให้ความรักแบบนี้กับลูกและให้อย่างเต็มที่ แต่เพราะอะไรลูกถึงไม่รักแม่เลย” นั่นแสดงถึงความรักที่แม่ให้ในแบบที่แม่คิดว่าลูกต้องการ ไม่ใช่ความรักที่ลูกอย่างได้ ทีนี้มาดูกันว่าแนวทางการให้ความรักจากแม่แบบไหนที่ลูกต้องการในแต่ละช่วงวัย

วัยทารก ในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญเพราะเป็นช่วงวัยที่มีพัฒนาการทางจิตสังคมของเด็กซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกที่จะส่งผลในอนาคต ในช่วงวัยทารกการดูแลทางกายที่เหมาะสม หมายถึง แม่ตอบสนองกับเด็กเวลาที่เด็กหิว ขับถ่าย ไม่สบายตัว แต่ในขณะเดียวกันการตอบสนองทางกายจะเกิดควบคู่กับการตอบสนองทางจิตใจด้วย หมายถึง เวลาที่แม่ได้เข้าไปให้นมลูกเวลาที่ลูกหิว ดูแลความสะอาดเวลาที่ลูกขับถ่าย และเช็ดตัวเวลาลูกไม่สบาย แม่สามารถให้การดูแลทางจิตใจหรือให้ความรับกับลูกได้โดยการที่แม่เข้ามาพูดคุยกับลูก (Object – Presenting) การโอบกอดสัมผัสลูก (Holding) และการจัดการกับปัญหาให้ลูก (Handling) ทั้ง 3 วิธีการนี้ต้องทำไปพร้อมกัน ช่วยให้ความพึงพอใจกับลูกและลดความวิตกกังวลให้ลูก

วัยเด็ก ในวัยนี้เป็นช่วงวัยของการเปิดโลกกว้าง แม่สามารถจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทั้งทางร่างกายและสมองของลูกโดยการส่งเสริมการทานอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์ จัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้ลูก แม่ที่เด็กต้องการจะต้องรู้วิธีการฝึกระเบียบวินัยให้กับลูกแบบที่ไม่ทำให้ลูกรู้สึกถูกบังคับ เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่จะต่อต้านเพื่อเรียนรู้ปฏิกิริยาจากแม่ แม่ต้องทำให้เรื่องของการฝึกระเบียบวินัยเป็นเรื่องที่สนุก ทำให้เหมือนกับการเล่มเกม ถ้าลูกทำได้ดี ต้องมีรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่แม่ให้กับลูก

วัยรุ่น วัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ คุณแม่บางคนอาจจะทำความเข้าใจลูกวัยรุ่นได้ยากขึ้น เพราะลูกวัยนี้ต้องมีการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ลูกใช้เวลาส่วนใหญ่กับเพื่อนเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์แบบต่างๆ คุณแม่ที่ลูกๆ วัยรุ่นต้องการจะเป็นแม่ที่สามารถทำตัวเป็นเพื่อนกับลูกได้ ไปกับกลุ่มเพื่อนๆ ได้ ไปเที่ยวพร้อมกัน ไปทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน และในบางครั้งคงต้องแนะนำการคบเพื่อนต่างเพศเพราะลูกเริ่มมีคนมาจีบ แม่ต้องสนับสนุนในเรื่องการเรียนที่ลูกตัดสินใจเลือกเอง วัยนี้เป็นวัยที่ควรจะมีเป้าหมายในการเรียนของตนเองที่ชัดเจน แม่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา ไม่วางแผนให้ลูกเดินตามสิ่งที่แม่วางไว้ ชีวิตในอนาคตควรจะเป็นสิ่งที่ลูกเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่แม่เลือกให้

วัยผู้ใหญ่ วัยนี้เป็นวัยที่ลูกบางคนเริ่มมี 2 บทบาท ทั้งบทบาทที่เป็นลูก และบทบาทที่เป็นแม่ แม่ที่ลูกวัยนี้ต้องการคือ แม่ที่คอยให้คำปรึกษาในการดำเนินชีวิต ครอบครัว อีกทั้งการแนะนำบทบาทของสามีหรือภรรยาที่ดี รวมถึงบทบาทของพ่อแม่ที่ดีของลูก ประสบการณ์ที่แม่มีและได้สอนลูกจะถูกถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่อๆ ไป

โดยสรุปแล้ว แม่ที่ลูกทุกวัยต้องการ คือ แม่ที่เข้าใจลูกและมีกลยุทธ์ในการดูแลลูกแต่ละช่วงวัยให้เหมาะสม การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกในทุกช่วงวัยเป็นการช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง (Intimacy) ส่งผลให้ลูกประสบผลสำเร็จในการดำเนินชีวิต เพราะลูกมีการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นใจ รับมือกับปัญหาและแก้ปัญหาได้ดี สามารถสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม เพียงเท่านี้แม่ที่เห็นลูกมีความสุข ก็จะมีความสุขมากกว่าลูกเป็นร้อยเท่าพันเท่า….

 

Monday, August 3rd, 2009 - by มีมี่ - No Comments

วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 12:48:43 น. มติชนออนไลน์

chinesedolphinsavewoman

สุดทึ่ง วาฬจีนช่วยฉุดนักประดาน้ำรอดพ้นจมน้ำตาย

ฮือฮา วาฬช่วยฉุดนักประดาน้ำหญิงรอดพ้นจมน้ำตาย ขณะแข่งดำน้ำ ผู้คนสุดทึ่งพฤติกรรมช่วยชีวิต ด้านช่างภาพบันทึกทันรูปวินาทีระทึก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ว่า เกิดเหตุเหลือเชื่อวาฬพันธู์เบลูก้าเพศเมีย ได้ช่วยนักประดาน้ำรายหนึ่งรอดเสียชีวิตจากการจมน้ำตาย ที่ประเทศจีน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่มีการแข่งขันดำน้ำใน”Polar land”เมืองฮาร์บิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ในระดับความลึก 7 เมตร จากก้นสระ โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยหายใจ โดยขณะที่น.ส.หยาง หยุน วัย 26 ปี กำลังโชว์ลีลาอยู่นั้น เธอเกิดเป็นตะคริว นิ่งตัวแข็งในสระ ก่อนที่”เจ้ามิล่า”วาฬพันธุ์เบลูก้าสังเกตเหตุ และได้เข้าช่วยเหลือนายหยางด้วยการใช้ปากของมันงับขาของเขาไว้ และช่วยเขาขึ้นสู่ผิวนำ

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตะลึงให้แก่บรรดาผู้ชมทั้งหลาย ซึ่งเห็นภาพเจ้ามิล่าได้ช่วยนักประดาให้รอดพ้นจากการจมน้ำตาย ขณะที่ช่างภาพใต้น้ำรายหนึ่งยังได้บันทึกภาพวินาทีช่วยชีวิตดังกล่าวได้ทันด้วย ขณะที่น.ส.หยุนบอกว่า ตอนแรก เธอคิดว่าตัวเองกำลังจะตายแล้ว จนกระทั่งตัวเองรู้สึกว่ามีแรงมหาศาลกำลังดันเขาขึ้นสู่ผิวน้ำ

ส่วนผู้จัดงานการแข่งขันบอกว่า วาฬ”มิล่า”สังเกตุเห็นสถานการณ์ดังกล่าวก่อนคนอื่น ๆ เสียอีก และว่า เธอเป็นสัตว์ที่ละเอียดอ่อน ทำงานกับมนุษย์อย่างใกล้ชิด และเขาคิดว่า นักประดาน้ำหญิงรายนี้เป็นหนี้ชีวิตของวาฬ”มิล่า”

 

วิธีป้องกันและควบคุมไข้หวัด 2009

 

 

          ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และขณะนี้ประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา และสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีอาการคล้ายกันกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายได้โดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล

 

          สำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่มากในต่างประเทศที่เสียชีวิต มักเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน เป็นต้น ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ โรคอ้วน ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และหญิงมีครรภ์

 

          สำหรับวิธีการติดต่อและวิธีการป้องกันโรค จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา กระทรวงสาธารณสุข จึงขอให้คำแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) ดังต่อไปนี้

 

          คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป

 

          1. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ

 

          2. ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น

 

          3. ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด

 

          4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 

          5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น

 

          6. ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

 

          คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่

 

          1. หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม และรับประทานอาหารได้ สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ

 

          2. ควรหยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น

 

          3. สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม

 

          4. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม

 

          5. หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์

 

          คำแนะนำสำหรับสถานศึกษา

 

          1. แนะนำให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์

 

          2. ตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่ขาดเรียนในแต่ละวัน หากพบขาดเรียนผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค

 

          3. แนะนำให้นักเรียนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน

 

          4. หากสถานศึกษาสามารถให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ทุกคนหยุดเรียนได้ ก็จะป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ดี และไม่จำเป็นต้องปิดสถานศึกษา แต่หากจะพิจารณาปิดสถานศึกษา ควรหารือร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่

 

          5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะเรียน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 – 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง

 

          คำแนะนำสำหรับสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน

 

          1. แนะนำให้พนักงานที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้าน หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์

 

          2. ตรวจสอบจำนวนพนักงานที่ขาดงานในแต่ละวัน หากพบขาดงานผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในแผนกเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค

 

          3. แนะนำให้พนักงานที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน

 

          4. ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่แนะนำให้ปิดสถานประกอบการหรือสถานที่ทำงาน เพื่อการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่

 

          5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะทำงาน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกทั่วไปเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 – 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตู หน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง

 

          6. ควรจัดทำแผนการประคองกิจการในสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง หากเกิดการระบาดใหญ่ (ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค http://beid.ddc.moph.go.th)

 

          แหล่งข้อมูลการติดต่อ เพื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่

 

          1. กรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่ กองควบคุมโรค สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0-2245-8106 , 0-2246-0358 และ 0-2354-1836

 

          2. ต่างจังหวัด ติดต่อได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง

 

          ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข www.moph.go.th และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 0-2590-3333 และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์ 0-2590-1994 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา สสส. ขอบคุณค่ะ

 
วิจัยพบ สมองเด็กแรกเกิด – 7 ขวบพร้อมเรียน”ภาษา”มากที่สุด
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2552 08:32 น.

       นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันเผย ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของมนุษย์คือ แรกเกิด – 7 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองมีความสามารถพิเศษบางประการที่ช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เร็วกว่าการมาเรียนภาษาที่สองเมื่อโตแล้ว และงานวิจัยชิ้นนี้ยังช่วยจุดประกายให้บรรดาผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นที่มีปัญหาในการเรียนภาษาที่สองได้มีความหวังมากขึ้นด้วย
       
       ”การค้นพบเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของสมองเด็กที่สามารถเรียนรู้ภาษาได้มากกว่า 1 ภาษาตั้งแต่ช่วงแรกเกิด – 7 ปีนี้ บางส่วนสามารถนำไปปรับใช้กับการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาที่สองของผู้ใหญ่” ดร.แพทริเซีย คัห์ล (Dr.Patricia Kuhl) แห่ง มหาวิทยาลัยวอชิงตัน หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว
       
       ด้วยรูปแบบเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาษา นักวิจัยค้นพบว่า เด็กทารกแรกเกิดมีความสามารถในการจำแนกความแตกต่างของเสียงเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่ความสามารถนี้จะเริ่มด้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเด็กอายุมากขึ้น
       
       พร้อมกันนี้ ดร.คัห์ลยังได้ยกตัวอย่างชาวอาทิตย์อุทัยที่ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเสียง L กับเสียง R ของภาษาอังกฤษได้ ดังนั้น การออกเสียงคำว่า rake และ lake ของคนญี่ปุ่นจึงยากที่จะฟังให้แตกต่างกัน
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อทีมนักวิจัยได้ทำการพิสูจน์เรื่องนี้กับเด็กอายุ 7 เดือนในโตเกียว และเด็กอายุ 7 เดือนที่อาศัยอยู่ในซีแอตเติล กลับพบว่า เด็กทั้งสองคนสามารถจับความแตกต่างของเสียง R และ L ได้ดีพอ ๆ กัน แต่เมื่อทำการทดสอบอีกครั้งเด็กมีอายุ 11 เดือนกลับพบว่า การจำแนกความแตกต่างระหว่างเสียง R และ L ของเด็กญี่ปุ่นด้อยลงอย่างมาก
       
       ”ในช่วงแรกเกิด – 6 เดือนแรก เป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในการพัฒนาเหล่านี้ก็คือการสร้างโครงสร้างทางภาษาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก”
       
       ทั้งนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า เด็กทารกสามารถเรียนรู้ภาษาได้มากกว่า 1 ภาษาโดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด (แตกต่างจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับภาษาที่สอง)
       
       อย่างไรก็ดี เพื่อให้สมองของเด็กซึมซับภาษาใหม่ลงไป จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงร่วมด้วย จะหวังพึ่งแต่ซีดีประกอบการเรียนรู้ หรือทีวีเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถทำได้ วิธีง่าย ๆ ที่จะใช้สอนทารกก็คือการพูดกับเขา (พูดทั้งภาษาแม่ และภาษาที่สอง หรือสามกับเด็ก) และการสร้างสภาพแวดล้อมแบบสองภาษาจะทำให้สมองของเด็กมีความยืดหยุ่นได้มากกว่าด้วย

น้องเพ่ยเพ่ย กับคุณพ่อ

       โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กที่เติบโตมากับสภาพแวดล้อมแบบสองภาษา หรือแม้จะแค่ภาษาแม่ภาษาเดียวก็ตาม จะเริ่มหัดพูดได้ในช่วงอายุประมาณ 1 ขวบเป็นต้นไป และอาจสามารถพูดได้ 50 คำเมื่ออายุ 18 เดือน
       
       หันมาฟังเสียงจาก “พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์” คุณพ่อคนดังผู้แต่งหนังสือ “เด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้” ที่สร้างสภาพแวดล้อมแบบสองภาษาจนน้อง “เพ่ยเพ่ย” ลูกสาววัย 4 ขวบสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย – อังกฤษอย่างคล่องแคล่ว โดยคุณบิ๊กมีมุมมองเกี่ยวกับการฝึกภาษาของเด็กว่า “ส่วนตัวศรัทธาในหนังสือรอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว จากจุดนั้นทำให้เกิดความเชื่อว่าเด็กมีความสามารถ เราก็เลยลองทำ ซึ่งพอทำไปได้สัก 3 – 6 เดือน ก็เริ่มมีบทความงานวิจัยออกมาสนับสนุนสิ่งที่เราคิดมากขึ้น”
       
       ”สิ่งที่อาจเป็นอุปสรรคก็คือ บางครั้งพ่อแม่หวังพึ่งครูมากเกินไป ผมว่าการเปลี่ยนครูภาษาให้เป็นพ่อแม่มันยาก เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครูภาษาง่ายกว่า เพราะปัจจุบันนี้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มีครบ จึงเอื้อต่อพ่อแม่มากกว่าในอดีต”
       
       “ขอฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังพยายามอยู่ว่า เด็กเล็กจะเรียนรู้จากการเลียนแบบ และคนที่ใกล้เขามากที่สุดเพื่อให้เขาได้เลียนแบบก็คือพ่อแม่ ในเรื่องของการฝึกภาษา ขอให้ถือเป็นภารกิจ เป็นการสร้างทุนปัญญาให้กับลูก สะสมไปเรื่อย ๆ เมื่อเขาโตขึ้นไปมันก็จะกลายเป็นกองทุนปัญญาให้เขาหยิบไปใช้ และการฝึกก็อย่าไปเครียดกับมันมาก เพราะแต่ละครอบครัวมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทำแล้วให้สนุกมีความสุขให้การทำ ถึงจุดหนึ่งรู้สึกเกินกำลัง หรือเกินไปจากเงื่อนไขของครอบครัวก็สามารถพักได้ หรือถ้าขาดกำลังใจก็เข้าไปที่เว็บไซต์ 2pasa.com ก็ได้ครับ” คุณพงษ์ระพีฝากทิ้งท้าย