Archive for the ‘ สุขภาพดีมีบุญ ’ Category

ขอบคุณที่มา ไทยรัฐออนไลน์

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตมนุษย์เงินเดือนนั่งทำงานในออฟฟิศ หรือแม้การนั่งขับรถอยู่บนท้องถนนเป็นเวลานานๆ ทำให้เหนื่อยล้าเกินกว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำได้ เมื่อเวลาผ่านไปมักมีอาการปวดตามบ่า ไหล่ สะโพก ปวดร้าวถึงปลามือ ปลายขา บางรายชาที่ปลายมือปลายเท้าด้วย ทุกข์ทรมานแสนสาหัส อาการเหล่านี้ทางการแพทย์เรียกว่า “โรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท”

โรคกล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาทจะมีอาการปวดร้าวและชา ไปตามแขนหรือขา อาการคล้ายกับโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลังยังแยกสองโรคออกได้ไม่ 100% ถ้าซักประวัติละเอียดจะพบว่า ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อนี้จะมีอาการปวดบริเวณสะโพกนำมาก่อน และค่อยๆ ลามลงขาไปจนถึงปลายเท้า หรือปวดบริเวณคอหัวไหล่ แล้วค่อยๆ ลามไปถึงปลายแขน อาการรุนแรงกว่าโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเสียอีก
continue reading

ขอบคุณที่มา ไทยรัฐออนไลน์

การตรวจมะเร็งปากมดลูก การตรวจภายในสตรี

การตรวจมะเร็งปากมดลูก การตรวจภายในสตรี


การตรวจมะเร็งปากมดลูก การป้ายเซลล์ไปตรวจมะเร็งปากมดลูก

การตรวจมะเร็งปากมดลูก การป้ายเซลล์ไปตรวจมะเร็งปากมดลูก

อธิบดีกรมอนามัย เผยรายงาน สถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบสถิติหญิงไทย เป็นมะเร็งปากมดลูก อันดับหนึ่ง คาดประมาณว่าจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 5 แสนรายต่อปี

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับสตรีทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนานับเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง จากการคาดประมาณว่าจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 5 แสนรายต่อปี ในแต่ละปีมีอัตราเสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 50 สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปากมดลูกพบมากเป็นอันดับหนึ่งของสตรีและเสียชีวิต ถึงวันละ 9 คน จากรายงานของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่มีแนวโน้มสูงขึ้น

จากการคาดประมาณในช่วงปีพ.ศ. 2533-2551 พบว่าผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 4,353 ราย ในปี พ.ศ. 2533 เพิ่มขึ้นเป็น 9,747 รายในปี พ.ศ. 2551 โดยมีอัตราการเกิดโรค 24.7 ต่อประชากร 100,000 ราย พบอัตราการเกิดโรคสูงสุดในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทยและว่านับเป็น ความโชคดีของสตรีไทยที่องค์กรจาไปโก้: JHPIEGO (John Hopkins University Nonprofit Affiliate) เป็นองค์การนานาชาติที่ไม่แสวงหากำไรเพื่อสุขภาพของสตรีและครอบครัว ได้เห็นความสำคัญและให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติที่สอดคล้องกับท้องถิ่นแก่ประเทศไทย โดยประสานการดำเนินงานร่วมกับกรมอนามัยในฐานะหน่วยงานหลักที่ดำเนินการด้าน อนามัยการเจริญพันธุ์ของประเทศไทยเป็นเวลากว่า 10 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา เพื่อต้องการงบประมาณในการสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยการตรวจ คัดกรองมะเร็งปากมดลูกครบวงจร หาเงินช่วยหญิงไทยห่างไกลมะเร็งปากมดลูก

ขอบคุณที่มา คอลัมน์ สรรหามาเล่า โดย raikorn@hotmail.com
วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11522 มติชนรายวัน

breastcancer1เบรสต์ แคนเซอร์ (Breast cancer) หรือ มะเร็งเต้านม เป็นโรคหนึ่งที่ผู้หญิงกลัว เพราะเดี๋ยวก็ได้ยินว่า คนนั้นก็เป็น คนนี้ก็เป็น แต่วันนี้มี “ข่าวดี” ค่ะ เป็นผลการศึกษาจากหมอในสหรัฐอเมริกา ที่บอกว่า ผู้หญิงเราสามารถ “ป้องกัน” ตัวเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งเต้านมได้

ด้วยการปฏิบัติตัวง่ายๆ โดยพยายามควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้อ้วนจนเป็นอันตราย ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้น้อยๆ หน่อย หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ ส่วนผู้หญิงที่มีลูกอ่อน ก็เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
continue reading

ขอบคุณที่มา สถาบันมะเร็งแห่งชาติเช่นกันค่ะ สำหรับเมนูนี้ อร่อยแถมต้านมะเร็งด้วยจ้า เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะเปิดครกเลยนะ

อภินิหารต้านมะเร็ง ของส้มตำ 18 นางฟ้ากับ หนึ่งมารร้าย

Friday, September 25th, 2009 - by มีมี่ - No Comments

หัวข้อนี้ก็มีประโยชน์มากเช่นกันค่ะ ตามอ่าน และปฏิบัติตามกันนะคะ จะได้ห่างไกลมะเร็ง จริง ๆ แล้วนั้นหนังสือสุขภาพมีมากมายในตลาด เราเองก็อ่านมาไม่ต่ำกว่ายี่สิบเล่มในรอบไม่กี่ปีนี้ แต่พอมีเรื่องใกล้ตัวก็งงพอควร ว่าจะเริ่มอย่างไรดี

เอกสารฉบับนี้่สรุปได้กระชับค่ะ สำหรับคนไม่มีเวลาไม่ต้องไปหาหนังสือเล่มหนา ๆ มาอ่าน

ผัก ผลไม้ป้องกันมะเร็ง โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

ขอบคุณที่มา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

หลังจากหาข้อมูลไปได้ระยะหนึ่ง ก็พบว่า ข้อมูลที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติมีอยู่ครบถ้วน ในการป้องกัน รักษา ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งเต้านม

คลิ๊กไป ๆ มา ๆ ก็เจอกับหัวข้อการตรจเต้านมด้วยตนเอง อย่างสม่ำเสมอค่ะ มีภาพให้เห็น ทำตามได้อย่างชัดเจน ลองทำดูกันนะคะ อย่าเขิน
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง

ขอบคุณที่มา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

breastมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในหญิงไทยเป็นที่สองรองจากมะเร็งปากมดล กมักเกิดในหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปและพบมากในหญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรน้อย และในผู้ที่มีประวัติญาติพี่น้องเคยเป็นมะเร็งเต้านมหญิงอายุน้อยหรือชายก็อาจเ ป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่พบได้น้อย
สาเหตุการเกิดโรค ยังไม่ทราบแน่นอน แต่ในทางระบาดวิทยาอาหารไขมันสูง มีส่วน ทำให้เกิดโรคได้ ตำแหน่งเกิดของมะเร็งเต้านมมักเป็นที่ส่วนบนด้านนอกของ เต้านมมากกว่า ส่วนอื่น

continue reading

ขอบคุณที่มา www.si.mahidol.ac.th โดย รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

การตรวจโรคของเต้านม
เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับเต้านม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเจ็บเต้านม มีก้อนที่เต้านม มีแผลที่หัวนม หรือ มีน้ำไหลจากหัวนม มักจะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าจะมีความผิดปกติในเต้านมหรือไม่ หรือแม้แต่ในคนที่ปกติ แต่เมื่อมีความเสี่ยงที่จะมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น เช่น อายุมากขึ้น แพทย์ก็จะแนะนำให้ทำการตรวจเต้านม เพราะหากสามารถพบความผิดปกติของเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก การรักษาต่างๆ ก็จะไม่ยุ่งยาก และได้ผลดี

วิธีการตรวจหาความผิดปกติของเต้านม แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่มคือ
1. การตรวจเต้านมด้วยการคลำ สุภาพสตรีทุกท่านสามารถคลำเต้านมตนเองได้ และ หากไม่แน่ใจ ให้แพทย์เป็นผู้คลำเต้านม เพื่อประเมินความผิดปกติ ซึ่ง อาจพบก้อนที่เต้านมหรือต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ หรืออาจพบจุดกดเจ็บที่เต้านม
2. การตรวจทางรังสี ด้วยเครื่องแมมโมแกรม(mammogram) หรือ อัลตราซาวด์(ultrasound)
3. การใช้เข็มเจาะก้อนที่เต้านม เพื่อนำเซลล์ของเต้านม หรือ เนื้อเยื่อเต้านม เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
continue reading

ขอบคุณที่มาข่าว นสพ. เดลินิวส์ และ healthcorners.com

ถ้าพูดถึง “หินปูน” เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับ “หินปูน” ที่ฟันกันเป็นอย่างดี แต่พอบอกว่าเป็นหินปูนใน “เต้านม” หลายคนอาจจะทำหน้างง ๆ สงสัยว่ามันคืออะไร ในขณะที่ผู้หญิงหลายคนอาจมีประสบการณ์ในเรื่องนี้จากการไปทำ “แมมโมแกรม” หรือการตรวจนมด้วยเครื่องเอกซเรย์พิเศษ แล้วพบ “หินปูน” ในเต้านมจนตกอกตกใจไปว่า หินปูนที่พบจะพัฒนากลายเป็นเนื้อร้ายได้หรือไม่

ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ รศ.นพ.เจษฎา แสงสุพรรณ หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.นพ.เจษฎา อธิบายว่า หินปูนในเต้านมพบได้บ่อยมาก หินปูนดังกล่าวคือแคลเซียมที่เกาะอยู่ที่เนื้อเต้านม มี 2 ลักษณะด้วยกัน คือ หินปูนขนาดค่อนข้างใหญ่ เรียกว่า แมคโครแคลซิฟิเคชั่น จะเห็นเกินครึ่งมิลลิเมตรขึ้นไป มองฟิล์มเอกซเรย์ห่างประมาณ 1 ฟุต ก็จะมองเห็น ส่วนอีกชนิดมีขนาดเล็กกว่าครึ่งเซนติเมตร เรียกว่า ไมโครแคลซิฟิเคชั่น จะต้องเข้าไปดูใกล้ ๆ หรือไม่ก็ต้องใช้แว่นขยายส่องดู
continue reading

วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 23:59:59 น. มติชนออนไลน์ โดย พิงค์สเกิร์ต

วันนี้ “พิงค์สเกิร์ต” ขอเปลี่ยนเรื่องราวแนวแสบๆ คันๆ มาเป็นเรื่องเกียวกับชีวิตความเป็นความตาย และแรงบันดาลใจที่ล้ำลึกยิ่ง จากผู้หญิงคนหนึ่งที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากโรคร้าย แต่สามารถเอาชนะมันได้เหมือนการเกิดใหม่ พร้อมความรู้อิ่มเอมเต็มอกที่จะแบ่งบันประสบการณ์ ความรู้สึก และกำลังใจที่เปี่ยมล้นของเธอ ให้กับเพื่อนผู้หญิงทุกคน

โดยเฉพาะ กลุ่มผู้หญิงที่ป่วยเป็น “โรคมะเร็งเต้านม” จนต้องถูกตัด “หน้าอก” สัญลักษณ์ของความเป็นหญิง เพื่อให้พวกเธอรับรู้ว่า ….แม้จะเป็นอย่างไร พวกเธอก็ยังสวยเสมอ ควรภูมิใจในตัวเอง และอย่าสิ้นหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไป

ผู้หญิงคนนี้ ชื่อว่า “พามินา บราสเซย์” เมื่อตอนวันเอ๊าะ อายุ 17 ปี เธอสวยงามหยอดย้อย มีรูปร่างชวนฝัน ถึงกับเคยถูกเสนอให้ถ่ายแบบนู้ดลง “เพลย์บอย” นิตยสารแนวปลุกใจเสือป่าชื่อดัง แต่เธอได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เพราะไม่เคยคิดว่าอยากถ่ายภาพเปลือย

แต่เมื่อกว่า 30 ปีผ่านไป จนถึงปัจจุบัน “พามินา”กลับตัดสินใจ”เปลือยอก”ถ่ายภาพ เปิดเผยเต้านมที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด เพื่อแสดงให้โลกและผู้ป่วยทุกคนเห็นว่า เธอสามารถเอาชนะโรคมะเร็งเต้านมได้ (และแน่นอนคนอื่นๆ ก็ต้องสามารถฝ่าฝันไปได้เช่นกัน) ซึ่งนับว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญมาก สำหรับผู้หญิงธรรมดาๆ คนนึง

สาวผู้รอดจากมะเร็งเต้านม

สาวผู้รอดจากมะเร็งเต้านม

continue reading

วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11518 มติชนรายวัน โดย ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุ -ขอบคุณที่มา

 
หนังสือ สู้ชนะ มะเร็งร้าย โดยคุณปวีณา หงสกุลหนังสือที่จำหน่าย-รายได้ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ

 
“มะเร็งเต้านม” ยังคงครองแชมป์สถิติที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยเป็นอันดับต้นๆ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงตระหนักถึงภัยร้ายของมะเร็งเต้านม จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้ง “ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ” โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รักษาพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยไม่เลือกว่าจะเป็นใคร มีฐานะอย่างไร

“ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ” แห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2548 โดยที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงรับศูนย์สิริกิติ์ฯ ไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมทั้งพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนแรกตั้ง และยังพระราชทานผ้าไหมให้นำมาใช้ตกแต่งศูนย์สิริกิติ์ฯ อีกด้วย

นับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปี 2552 มีผู้ป่วยทั่วประเทศเดินทางมารักษาที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ แล้วนับพันคน หนึ่งในนั้นเป็นนักการเมืองอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นาม ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี และยังเป็น ทูตโครงการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมปี 2552 ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมแก่คนทั่วไป

โอกาสดี นักการเมืองสาวใหญ่ใช้ช่วงเวลาในงานเปิดตัวหนังสือ ไดอารี่…ปวีณา หงสกุล สู้ชนะ “มะเร็งร้าย” ใน 5 ปี เล่าถึงประสบการณ์การป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ที่ทำเอาเธอ “เฉียดตาย”
continue reading

วิธีป้องกันและควบคุมไข้หวัด 2009

 

 

          ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และขณะนี้ประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา และสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีอาการคล้ายกันกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายได้โดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล

 

          สำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่มากในต่างประเทศที่เสียชีวิต มักเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน เป็นต้น ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ โรคอ้วน ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และหญิงมีครรภ์

 

          สำหรับวิธีการติดต่อและวิธีการป้องกันโรค จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา กระทรวงสาธารณสุข จึงขอให้คำแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) ดังต่อไปนี้

 

          คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป

 

          1. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ

 

          2. ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น

 

          3. ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด

 

          4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 

          5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น

 

          6. ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

 

          คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่

 

          1. หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม และรับประทานอาหารได้ สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ

 

          2. ควรหยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น

 

          3. สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม

 

          4. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม

 

          5. หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์

 

          คำแนะนำสำหรับสถานศึกษา

 

          1. แนะนำให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์

 

          2. ตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่ขาดเรียนในแต่ละวัน หากพบขาดเรียนผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค

 

          3. แนะนำให้นักเรียนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน

 

          4. หากสถานศึกษาสามารถให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ทุกคนหยุดเรียนได้ ก็จะป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ดี และไม่จำเป็นต้องปิดสถานศึกษา แต่หากจะพิจารณาปิดสถานศึกษา ควรหารือร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่

 

          5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะเรียน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 – 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง

 

          คำแนะนำสำหรับสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน

 

          1. แนะนำให้พนักงานที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้าน หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์

 

          2. ตรวจสอบจำนวนพนักงานที่ขาดงานในแต่ละวัน หากพบขาดงานผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในแผนกเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค

 

          3. แนะนำให้พนักงานที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน

 

          4. ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่แนะนำให้ปิดสถานประกอบการหรือสถานที่ทำงาน เพื่อการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่

 

          5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะทำงาน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกทั่วไปเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 – 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตู หน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง

 

          6. ควรจัดทำแผนการประคองกิจการในสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง หากเกิดการระบาดใหญ่ (ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค http://beid.ddc.moph.go.th)

 

          แหล่งข้อมูลการติดต่อ เพื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่

 

          1. กรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่ กองควบคุมโรค สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0-2245-8106 , 0-2246-0358 และ 0-2354-1836

 

          2. ต่างจังหวัด ติดต่อได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง

 

          ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข www.moph.go.th และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 0-2590-3333 และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์ 0-2590-1994 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา สสส. ขอบคุณค่ะ