Archive for the ‘ แม่และเด็ก ’ Category

Friday, November 13th, 2009 - by มีมี่ - 8 Comments

Mimibook ?

“จะเอาชื่อนี้จริง ๆ หรือ” หลาย คนถาม ทัก
“ก็จริงสิ ทำไมล่ะ ไม่เพราะหรือ”
“เพราะดี แต่ว่า มันจำกัดคนเข้าเว็บเป็นหญิงหมดเลยนะ”
“ก็ไม่เป็นไร เราชอบชื่อนี้”

หลายคนเคยถาม ไม่ใช่หลายคนนะ ทุกคนเลย เคยถามว่า ทำไมอยากตั้งชื่อเว็บแรกของตัวเองว่า www.mimibook.com แต่มีไม่กี่คนที่จะรู้ว่าเราตั้งชื่อ มีมี่บุ๊คให้เว็บ(ที่ตั้งใจจะให้เป็นร้าน)หนังสือ แห่งแรกของเรา ก็เพราะว่าเป็นชื่อที่เรากับสามีตั้งใจว่าจะเรียกลูกสาว ที่เราคาด(เดากันไปเอง)ว่าจะลืมตาดูโลกในปีนี้ เราไม่สนใจว่าคนจะเข้ามามากน้อยแค่ไหน แต่อยากมีที่ ๆ เผยแผ่งานเขียนเก่าแก่กับที่กำลังจะเขียน รวมทั้งรวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวของวงการนักเขียนนักอ่าน วงการหนังสือ ใส่เว็บบอร์ดเข้าไว้ให้เป็นพื้นที่ ๆ เพื่อน ๆ เข้่ามาคุยมาใช้พบปะกันบ้าง ก็เท่านั้น หรือหากจะไม่มีใครเข้่ามาดูเลย ไม่มีใครเข้ามาใช้งานเลย เพราะเราไม่ได้ไปโปรโมทเว็บที่ไหน หรือบอกใคร ๆ มากนัก ก็ไม่เป็นไร อ่านอยู่คนเดียวก็สนุกได้…

แต่…คนลิขิต หรือจะสู้ฟ้าลิขิต…เราตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 เดือนเมษายน ปลายเดือนพฤษภาคม ลูกก็ตัดสินใจด้วยตัวเองว่ายังไม่พร้อมที่จะลืมตาดูโลก…

เสียใจ…แน่นอน ซึมเศร้าไปเป็นปีเลย แต่เรามีลูกชายสองคนที่รอคอยเราอยู่ แม้จะโศกเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบลิงน้อยตาบ้องแบ๊วที่อยู่ตรงหน้าด้วย

จากวันนั้น ความปวดร้าวจางหายไป เหลือแต่ความเข้าใจในสภาพธรรมชาติ กระนั้น ความอยากได้ลูกสาว ยังคงมีอยู่ มันวนเวียนอยู่ในจิตใจตลอด แต่ความกลัวที่จะเกิดเหตุการเดิมซ้ำรอย มีมากกว่า ยิ่งสามีบอกว่า

“พี่ห่วงเรื่องสุขภาพของแม่ มากกว่าที่จะอยากเห็นหน้าลูกอีกคน…น้องอายุใกล้สีสิบแล้ว…”

ควรจะซึ้งดีหรือเปล่า แต่ก็ทำให้เรายกเลิกมีมี่โปรเจ็คหันมาเริ่มงานเว็บไซต์ มาจนกระทั่งเดือนนี้ที่ รู้สึกว่าอาจจะมีโอกาสโดยบังเอิญ ตัวเองอ้วนขึ้นและไม่ลง(อันนี้ไม่แน่ใจนัก เพราะแค่เดือนเดียวและเราก็ทานกระหน่ำ มิดไนท์เซล…) และรู้สึกว่าหน้าอกหน้าใจมันขยับขยายนิด ๆ รวมทั้งความรู้สึกเจ็บจิ๊ด ๆ เหมือนมดกัดที่หน้าท้อง ซึ่งเป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ ช่วงที่ไข่ที่ได้รับการผสมจากอสุจิแล้ว เริ่มหากที่เกาะในมดลูก แม่ก็อาจจะมีอาการรู้สึกจึ๊ด ๆ แบบรำคาญ ๆ ได้ เพราะว่าเกาไม่ได้นั่นเอง (อาจจะเข้าข้่างตัวเองนิดหน่อย) ใจจึงคอยนึกอยู่ตลอดเวลาว่า Mimi…Is that you?

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2552  แม่ตรวจ ลูกก็ตรวจ

mammogram1

mammogram1

หลังจากผลัดคุณหมอ(โรงพยาบาลแห่งที่สองซึ่งเราไปตรวจเช็คซ้ำและคุณหมอเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจหาาเซลมะเร็ง) มาหลายนัด ตั้งแต่ต้นเดือน กันยายน ก็กลายเป็นเกือบจะปลายเดือนไปเสียนี่ เหตุผลสำคัญเลยก็คือ ว่า จำช่วงเวลาที่ประจำเดือนมาผิดไปในการนัดครั้งแรก

ทำไมช่วงเวลาของประจำเดือนจึงสำคัญ เหตุผลก็คือว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตรวจเมมโมแกรมก็คือช่วง เจ็ดวันหลังมีประจำเดือนนั่นเอง

continue reading

วิจัยพบ สมองเด็กแรกเกิด – 7 ขวบพร้อมเรียน”ภาษา”มากที่สุด
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2552 08:32 น.

       นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันเผย ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของมนุษย์คือ แรกเกิด – 7 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองมีความสามารถพิเศษบางประการที่ช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เร็วกว่าการมาเรียนภาษาที่สองเมื่อโตแล้ว และงานวิจัยชิ้นนี้ยังช่วยจุดประกายให้บรรดาผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นที่มีปัญหาในการเรียนภาษาที่สองได้มีความหวังมากขึ้นด้วย
       
       ”การค้นพบเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของสมองเด็กที่สามารถเรียนรู้ภาษาได้มากกว่า 1 ภาษาตั้งแต่ช่วงแรกเกิด – 7 ปีนี้ บางส่วนสามารถนำไปปรับใช้กับการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาที่สองของผู้ใหญ่” ดร.แพทริเซีย คัห์ล (Dr.Patricia Kuhl) แห่ง มหาวิทยาลัยวอชิงตัน หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว
       
       ด้วยรูปแบบเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาษา นักวิจัยค้นพบว่า เด็กทารกแรกเกิดมีความสามารถในการจำแนกความแตกต่างของเสียงเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่ความสามารถนี้จะเริ่มด้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเด็กอายุมากขึ้น
       
       พร้อมกันนี้ ดร.คัห์ลยังได้ยกตัวอย่างชาวอาทิตย์อุทัยที่ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเสียง L กับเสียง R ของภาษาอังกฤษได้ ดังนั้น การออกเสียงคำว่า rake และ lake ของคนญี่ปุ่นจึงยากที่จะฟังให้แตกต่างกัน
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อทีมนักวิจัยได้ทำการพิสูจน์เรื่องนี้กับเด็กอายุ 7 เดือนในโตเกียว และเด็กอายุ 7 เดือนที่อาศัยอยู่ในซีแอตเติล กลับพบว่า เด็กทั้งสองคนสามารถจับความแตกต่างของเสียง R และ L ได้ดีพอ ๆ กัน แต่เมื่อทำการทดสอบอีกครั้งเด็กมีอายุ 11 เดือนกลับพบว่า การจำแนกความแตกต่างระหว่างเสียง R และ L ของเด็กญี่ปุ่นด้อยลงอย่างมาก
       
       ”ในช่วงแรกเกิด – 6 เดือนแรก เป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในการพัฒนาเหล่านี้ก็คือการสร้างโครงสร้างทางภาษาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก”
       
       ทั้งนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า เด็กทารกสามารถเรียนรู้ภาษาได้มากกว่า 1 ภาษาโดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด (แตกต่างจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับภาษาที่สอง)
       
       อย่างไรก็ดี เพื่อให้สมองของเด็กซึมซับภาษาใหม่ลงไป จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงร่วมด้วย จะหวังพึ่งแต่ซีดีประกอบการเรียนรู้ หรือทีวีเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถทำได้ วิธีง่าย ๆ ที่จะใช้สอนทารกก็คือการพูดกับเขา (พูดทั้งภาษาแม่ และภาษาที่สอง หรือสามกับเด็ก) และการสร้างสภาพแวดล้อมแบบสองภาษาจะทำให้สมองของเด็กมีความยืดหยุ่นได้มากกว่าด้วย

น้องเพ่ยเพ่ย กับคุณพ่อ

       โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กที่เติบโตมากับสภาพแวดล้อมแบบสองภาษา หรือแม้จะแค่ภาษาแม่ภาษาเดียวก็ตาม จะเริ่มหัดพูดได้ในช่วงอายุประมาณ 1 ขวบเป็นต้นไป และอาจสามารถพูดได้ 50 คำเมื่ออายุ 18 เดือน
       
       หันมาฟังเสียงจาก “พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์” คุณพ่อคนดังผู้แต่งหนังสือ “เด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้” ที่สร้างสภาพแวดล้อมแบบสองภาษาจนน้อง “เพ่ยเพ่ย” ลูกสาววัย 4 ขวบสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย – อังกฤษอย่างคล่องแคล่ว โดยคุณบิ๊กมีมุมมองเกี่ยวกับการฝึกภาษาของเด็กว่า “ส่วนตัวศรัทธาในหนังสือรอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว จากจุดนั้นทำให้เกิดความเชื่อว่าเด็กมีความสามารถ เราก็เลยลองทำ ซึ่งพอทำไปได้สัก 3 – 6 เดือน ก็เริ่มมีบทความงานวิจัยออกมาสนับสนุนสิ่งที่เราคิดมากขึ้น”
       
       ”สิ่งที่อาจเป็นอุปสรรคก็คือ บางครั้งพ่อแม่หวังพึ่งครูมากเกินไป ผมว่าการเปลี่ยนครูภาษาให้เป็นพ่อแม่มันยาก เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครูภาษาง่ายกว่า เพราะปัจจุบันนี้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มีครบ จึงเอื้อต่อพ่อแม่มากกว่าในอดีต”
       
       “ขอฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังพยายามอยู่ว่า เด็กเล็กจะเรียนรู้จากการเลียนแบบ และคนที่ใกล้เขามากที่สุดเพื่อให้เขาได้เลียนแบบก็คือพ่อแม่ ในเรื่องของการฝึกภาษา ขอให้ถือเป็นภารกิจ เป็นการสร้างทุนปัญญาให้กับลูก สะสมไปเรื่อย ๆ เมื่อเขาโตขึ้นไปมันก็จะกลายเป็นกองทุนปัญญาให้เขาหยิบไปใช้ และการฝึกก็อย่าไปเครียดกับมันมาก เพราะแต่ละครอบครัวมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทำแล้วให้สนุกมีความสุขให้การทำ ถึงจุดหนึ่งรู้สึกเกินกำลัง หรือเกินไปจากเงื่อนไขของครอบครัวก็สามารถพักได้ หรือถ้าขาดกำลังใจก็เข้าไปที่เว็บไซต์ 2pasa.com ก็ได้ครับ” คุณพงษ์ระพีฝากทิ้งท้าย

Friday, June 5th, 2009 - by มีมี่ - No Comments

เมื่อลิงมาจับเปียนโน อะไรจะเกิดขึ้น โปรดติดตาม…ว่างจะเข้ามาเล่าค่ะ

สรุปความการเรียนเปียนโนของเด็กชาย ขุนเขา และเด็กชายสันเขา

โพสท์แรกในหัวข้อ “เมื่อลูกสามขวบอยากเล่นเปียนโน” นั้น เจ้าสองเขาอายุได้สามขวบ

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าให้ลูกเรียนแน่นอนก็ต้อง ตัดสินใจว่าจะ “เรียนที่โรงเรียนหรือสถาบันสอนดนตรี” หรือ “เรียนที่บ้าน”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 มิถุนายน 2552 12:41 น.

 

ต้องขออนูญาติผู้จัดการออนไลน์มา ณ ที่นี้ อ่านข่าวแล้วตอบหลายสิ่งหลายอยางตอนที่ตั้งครรภ์ได้เลย

 

ตอนนั้นเคยนึกน้อยใจในโชคชะตาว่า ทำไมหนอ เราไม่มีบุญที่จะได้ท้องแบบเฮฮาแบบดารา นางแบบกับเค้าบ้าง แต่กลับมีอาการ อาเจียน เวียนหัว ไม่สบายตลอดวันไปกระทั่งวันคลอด

 

ตอนนี้ถือโอกาสว่า ลูกน้อยสองลิงของเราคงจะเป็นเด็กฉลาดนั่นเอง

เนื้อข่าวนะคะ

ผลวิจัยชี้อาการแพ้ท้องอาจบ่งบอกว่าทารกในครรภ์มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด

        เดลิเมล์ – ปลอบใจว่าที่คุณแม่ ผลวิจัยระบุคนที่แพ้ท้องหนัก มีแนวโน้มได้ลูกฉลาดปราดเปรื่อง
       
        นักวิจัยจากโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กในโทรอนโท แคนาดา พบว่า ผู้หญิงที่แพ้ท้องมากๆ ระหว่างช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ลูกที่ออกมาจะสมองดี พูดจาฉะฉาน
       
        แม้ว่าที่คุณแม่ถึง 4 ใน 5 มีอาการแพ้ท้อง แต่สาเหตุที่แท้จริงของอาการนี้กลับยังไม่เป็นที่กระจ่าง นักวิจัยบางคนเชื่อว่าเกิดจากการที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมามากเป็นพิเศษเพื่อปกป้องรกและตัวอ่อนในครรภ์
       
        การศึกษาในอดีตแสดงให้เห็นว่าอาการคลื่นไส้เป็นสัญญาณบ่งชี้ภาวะครรภ์ที่แข็งแรง และเกี่ยวข้องกับการที่ความเสี่ยงที่ทารกจะมีปัญหาจากโรคหัวใจลดลง เช่นเดียวกับความเสี่ยงในการแท้ง
       
        แต่ล่าสุด นักวิจัยจากแคนาดาเชื่อว่า อาการคลื่นไส้อาจเกี่ยวโยงกับพัฒนาการของสมองทารกด้วย
       
        นักวิจัยกลุ่มนี้ทำการศึกษาซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการพิจารณาผลระยะยาวของอาการคลื่นไส้ที่มีต่อสมองของทารก และติดต่อผู้หญิง 121 คนที่โทรเข้าศูนย์ฮอตไลน์ให้คำปรึกษาสตรีที่เพิ่งตั้งครรภ์ระหว่างปี 1998-2003
       
        ผู้หญิงเหล่านั้น 30 คนไม่มีอาการแพ้ท้อง ขณะที่ที่เหลือมีอาการ อาทิ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน
       
        นักวิจัยยังทดสอบพฤติกรรมและวัดระดับสติปัญญาของทารกของกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้เมื่อเด็กมีอายุ 3 ขวบ และ 7 ขวบ
       
        ผลวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเจอร์นัล ออฟ เพเดียทริกส์ ระบุว่าเด็กที่แม่แพ้ท้องมากมีแนวโน้มทำคะแนนทดสอบสติปัญญาได้สูงกว่าเด็กที่แม่ไม่แพ้ท้อง ทั้งยังทำคะแนนการใช้ภาษาและคณิตศาสตร์อย่างง่ายได้ดีกว่า แม้นำปัจจัยอื่นๆ เช่น ระดับสติปัญญา ประวัติการสูบบุหรี่และดื่มเหล้า รวมทั้งภูมิหลังทางสังคมของแม่มาพิจารณาประกอบด้วยก็ตาม
       
        อย่างไรก็ดี นักวิจัยยอมรับว่างานศึกษานี้มีจุดอ่อนตรงที่กลุ่มตัวอย่างหลายคนถูกขอให้นึกว่ามีอาการแพ้ท้องหรือไม่และมากแค่ไหนหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้วหลายปี และเสริมว่าควรมีการวิจัยเพิ่มเติมโดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากขึ้น
       
        ดร.กีเดียน โคเรน ผู้นำการวิจัย ยอมรับว่าข้อสรุปอาจฟังดูค่อนข้างแปลก แต่ความผันผวนของฮอร์โมนที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้ท้องอาจเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทารก ซึ่งจากข้อมูลนี้อาจทำให้ว่าที่คุณแม่สบายใจขึ้นบ้างเมื่อมีอาการแพ้ท้องรุนแรง
       
        ดร.โคเรนยังเชื่อว่า สิ่งที่ค้นพบให้ความกระจ่างสำหรับหนึ่งในประเด็นที่มีความเข้าใจกันน้อยที่สุดเกี่ยวกับการตั้งครรภ์
       
        ทั้งนี้ อาการแพ้ท้องที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Morning sickness นั้นถือเป็นนิยามที่ผิดโดยสิ้นเชิง เนื่องจากอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน บางคนมีอาการขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน บางคนเป็นเมื่อหิวหรืออิ่ม
       
        เชื่อกันว่าอาการนี้เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างฮอร์โมนสองชนิดคือ thyroxine กับ human chorionic gonadotropin ซึ่งร่างกายหลั่งออกมาขณะตั้งครรภ์เพื่อปกป้องตัวอ่อนและรก
       
        ในปี 2006 งานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าอาการแพ้ท้องมักเกิดขึ้นเมื่อดื่มเหล้า กินเนื้อสัตว์ น้ำตาลและน้ำมันมากเกินไป และอาจเป็นวิวัฒนาการเพื่อป้องกันไม่ให้ว่าที่คุณแม่กินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
       
        นอกจากนั้น ยังมีเรื่องที่พูดต่อๆ กันมาว่า อาการแพ้ท้องเป็นสัญญาณว่าทารกในครรภ์เป็นเด็กหญิง เพราะเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน