Archive for the ‘ ผลงานของมีมี่ ’ Category

Friday, November 13th, 2009 - by มีมี่ - 8 Comments

Mimibook ?

“จะเอาชื่อนี้จริง ๆ หรือ” หลาย คนถาม ทัก
“ก็จริงสิ ทำไมล่ะ ไม่เพราะหรือ”
“เพราะดี แต่ว่า มันจำกัดคนเข้าเว็บเป็นหญิงหมดเลยนะ”
“ก็ไม่เป็นไร เราชอบชื่อนี้”

หลายคนเคยถาม ไม่ใช่หลายคนนะ ทุกคนเลย เคยถามว่า ทำไมอยากตั้งชื่อเว็บแรกของตัวเองว่า www.mimibook.com แต่มีไม่กี่คนที่จะรู้ว่าเราตั้งชื่อ มีมี่บุ๊คให้เว็บ(ที่ตั้งใจจะให้เป็นร้าน)หนังสือ แห่งแรกของเรา ก็เพราะว่าเป็นชื่อที่เรากับสามีตั้งใจว่าจะเรียกลูกสาว ที่เราคาด(เดากันไปเอง)ว่าจะลืมตาดูโลกในปีนี้ เราไม่สนใจว่าคนจะเข้ามามากน้อยแค่ไหน แต่อยากมีที่ ๆ เผยแผ่งานเขียนเก่าแก่กับที่กำลังจะเขียน รวมทั้งรวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวของวงการนักเขียนนักอ่าน วงการหนังสือ ใส่เว็บบอร์ดเข้าไว้ให้เป็นพื้นที่ ๆ เพื่อน ๆ เข้่ามาคุยมาใช้พบปะกันบ้าง ก็เท่านั้น หรือหากจะไม่มีใครเข้่ามาดูเลย ไม่มีใครเข้ามาใช้งานเลย เพราะเราไม่ได้ไปโปรโมทเว็บที่ไหน หรือบอกใคร ๆ มากนัก ก็ไม่เป็นไร อ่านอยู่คนเดียวก็สนุกได้…

แต่…คนลิขิต หรือจะสู้ฟ้าลิขิต…เราตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 เดือนเมษายน ปลายเดือนพฤษภาคม ลูกก็ตัดสินใจด้วยตัวเองว่ายังไม่พร้อมที่จะลืมตาดูโลก…

เสียใจ…แน่นอน ซึมเศร้าไปเป็นปีเลย แต่เรามีลูกชายสองคนที่รอคอยเราอยู่ แม้จะโศกเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบลิงน้อยตาบ้องแบ๊วที่อยู่ตรงหน้าด้วย

จากวันนั้น ความปวดร้าวจางหายไป เหลือแต่ความเข้าใจในสภาพธรรมชาติ กระนั้น ความอยากได้ลูกสาว ยังคงมีอยู่ มันวนเวียนอยู่ในจิตใจตลอด แต่ความกลัวที่จะเกิดเหตุการเดิมซ้ำรอย มีมากกว่า ยิ่งสามีบอกว่า

“พี่ห่วงเรื่องสุขภาพของแม่ มากกว่าที่จะอยากเห็นหน้าลูกอีกคน…น้องอายุใกล้สีสิบแล้ว…”

ควรจะซึ้งดีหรือเปล่า แต่ก็ทำให้เรายกเลิกมีมี่โปรเจ็คหันมาเริ่มงานเว็บไซต์ มาจนกระทั่งเดือนนี้ที่ รู้สึกว่าอาจจะมีโอกาสโดยบังเอิญ ตัวเองอ้วนขึ้นและไม่ลง(อันนี้ไม่แน่ใจนัก เพราะแค่เดือนเดียวและเราก็ทานกระหน่ำ มิดไนท์เซล…) และรู้สึกว่าหน้าอกหน้าใจมันขยับขยายนิด ๆ รวมทั้งความรู้สึกเจ็บจิ๊ด ๆ เหมือนมดกัดที่หน้าท้อง ซึ่งเป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ ช่วงที่ไข่ที่ได้รับการผสมจากอสุจิแล้ว เริ่มหากที่เกาะในมดลูก แม่ก็อาจจะมีอาการรู้สึกจึ๊ด ๆ แบบรำคาญ ๆ ได้ เพราะว่าเกาไม่ได้นั่นเอง (อาจจะเข้าข้่างตัวเองนิดหน่อย) ใจจึงคอยนึกอยู่ตลอดเวลาว่า Mimi…Is that you?

ณ บัดนี้ เพิ่งเข้ามา พบว่าจากสแปม สามร้อยกว่าเมล์ ได้เพิ่มขึ้นเป็นพันสองร้อยกว่า และเรานั่งลบไปทีละเมล์ด้วยความปวดหัว พยายามหาคำสั่งอะไรที่บอกว่า “เลือกทั้งหมด” ฯลฯ แต่กํ็ไม่เจอ ทำได้แค่ค่อย ๆ ลบไปเท่าที่กำลังมือจะมี

เพื่อน ๆ ท่านใดพอทราบโปรดบอกวิธีด่วน

ขอบคุณค่ะ

เพราะความใจอ่อนของผู้เขียนเองในการกดอนุมัติความเห็นที่เป็นภาษาอังกฤษ อันหนึ่งทั้ง ๆ ที่สงสัยอยู่ว่าเป็นพวกสแปมหรือเปล่า มาบัดนี้ โดน สแปมถล่มวันละเป็นร้อยความเห็น ลบจนนิ้วมือหงิก เสียเวลาเป็นที่สุด

ผู้เขียนยังงงอยู่ว่า กดรายงานสแปมก็แล้วแต่ทำไม เจ้าสอง รายที่ตั้งหน้าตั้งตาขายยาปลุกเซ็กส์อย่างเดียว-ไวอากร้า ถึงยังสามารถเข้ามาลุยผู้เขียนได้ทุกวัน

วันนี้ขอยอมแพ้ชั่วคราวจะไม่ต่อกรอะไรทั้งสิ้น หลังจากลบไปสามหน้า ๆ ละ ยี่สิบความเห็น ยังเหลืออีก สองร้อย ยี่สิบความเห็นที่ขายไวอากร้า…

อาเมน…แอนด์กู๊ดไนท์

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2552  แม่ตรวจ ลูกก็ตรวจ

mammogram1

mammogram1

หลังจากผลัดคุณหมอ(โรงพยาบาลแห่งที่สองซึ่งเราไปตรวจเช็คซ้ำและคุณหมอเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจหาาเซลมะเร็ง) มาหลายนัด ตั้งแต่ต้นเดือน กันยายน ก็กลายเป็นเกือบจะปลายเดือนไปเสียนี่ เหตุผลสำคัญเลยก็คือ ว่า จำช่วงเวลาที่ประจำเดือนมาผิดไปในการนัดครั้งแรก

ทำไมช่วงเวลาของประจำเดือนจึงสำคัญ เหตุผลก็คือว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตรวจเมมโมแกรมก็คือช่วง เจ็ดวันหลังมีประจำเดือนนั่นเอง

continue reading

Sunday, September 20th, 2009 - by มีมี่ - 1 Comment

ใครได้โปรด หยุดฝน ในใจฉัน…
มันตก ใหญ่แล้ว ไม่ใช่แค่พรำ ๆ…
ทั้งพายุ ฟ้ากระหน่ำ จนท่วมใจ…

ความรู้สึก เจ็บลึก จริง ๆ หนอ…
เจ็บร้าว รานรอน เกินทนไหว…
ชีวิตนี้ ใครลิขิต หัวจิตหัวใจ…
ว่าเลวทราม จัญไร คงไม่พอ…

ยิ่งอ่าน ยิ่งเห็น เป็นยิ่งคลั่ง…
โปรดได้ มีพลัง ณ ใจขอ…
เข้มแข็ง แกร่งกลั่ง ดั่งเหล็กทอ…
เชิดหน้า สู้ต่อ สังคมทราม…

———————————-
วันนี้ขอเครียดและหยาบคาย เป็นนางร้ายหนึ่งวัน

เป็นกลอนเด็ก ๆ ที่แต่งขึ้นเป็นชิ้นแรกในรอบสามสิบปี(เดาอายุมีมี่กันเองนะคะ)…

จริง ๆ แล้ววันนี้มีความสุขที่ตั้งใจจะเข้ามาบอกกล่าว…

เรื่องผลเมมโมแกรมกับอัลตร้าซาวนด์ที่เป็นไปในทางที่ดี…

อยากเล่าตั้งแต่เที่ยงที่กลับจากโรงพยาบาลมาบ้านแล้วล่ะ แต่ว่าสองลิงยุ่งมาก  และลิงเล็กก็เป็นหวัดที่ทำให้เราตกใจพอควรเลยเฝ้ารอดูอาการอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ…

แต่ด้วยความเคยชิน เผลอแวบเข้าไปใน พันทิป กะว่าจะแว่บแค่แป๊บเดียวเพราะความดีใจมันพลุ่งพล่านเสียเหลือเกิน แต่ไปหยุดอยู่ตรงที่นี่ข่าวแรก ของเนชั่นแชลแนล…

น้องฟิล์มวัย 3 ขวบที่ ถูกพ่อจับฟาดผนังสิ้นลมแล้ว

จะอ่านดีเปล่านะ …

อย่าเลย (บอกตัวเองซ้ำ ๆ )…

เมื่อก่อนเป็นคนที่จะอ่านข่าวเยอะมาก ๆ ดี ร้าย อะไรก็ได้ อ่านหมด เพราะต้องการรับรู้ความจริงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ในโลกใบนี้…

หลัง ๆ พอมีลูกตัวน้อย ผ่านการแพ้ท้องที่สาหัส และเผชิญกับโรคซึมเศร้าหลังคลอด…

ก็พยายามเลี่ยงการอ่านข่าวลักษณะนี้มาตลอด…

ใจเรารับไม่ได้จริงๆ และมันจะทำให้เราจิตตกแบบนันสต๊อปแบบไม่เป็นผู้คนไปเลย…

ความเศร้าที่เกิดขึ้นในใจมันทรมานเราจริง ๆ ไม่รู้ว่าทำไมเป็นคนเศร้าแบบเก็บกดเหลือเกิน คือเก็บเอามานึกได้เป็นระยะ แล้วก็น้ำตาไหลได้ตลอด…

 

“เหยื่อ” ที่เป็น “เด็ก” กับ “สัตว์ตัวน้อย ๆ ” เป็นอะไรที่เรารับไม่ได้เลย แต่ก็มีข่าวออกมาทุกวัน ๆ

ข่าวนี้ก็เช่นกันที่เราเผลอ “ดื้อ” กับ “ใจ” ตัวเองที่สั่งห้ามมา กดเข้าไปอ่านข้อความ

ไม่อาจเล่าอะไรได้มากว่าไปกว่านี้ เอาเป็นว่า ใคร “จิตอ่อน” แบบเรานี่ ผ่านไปได้เลยนะคะ อย่าเข้าไปเลย

เรารู้จุดอ่อนของตัวเองดี จึงได้พยายามศึกษาธรรมะ ฝึกฝนใจมาโดยตลอด ก็ สอบผ่านบ้าง ตกบ้าง แต่กับเรื่องการทารุณเด็ก ๆ นี้ เราตกทะลุห้องสอบไปเลยน่ะ จนต้องยอมรับสภาพใจตัวเอง และเรียนรู้ที่จะให้ใจบอบช้ำน้อยที่สุด

เหตุผลที่เราอดไม่ได้ที่จะกดเข้าไปอ่านข่าวลักษณะนี้ ก็เพราะว่า เราเห็นว่าหากทุก ๆ คนไม่รับรู้ ไม่สนใจว่ามีเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปทุกวินาที ทุกที่ มันก็จะเกิดมากขึ้น เด็กน้อยตาดำ ๆ ที่ไร้เดียงสาก็จะทุกข์ทรมาน สาหัสแบบนี้มากยิ่งขึ้น

การที่พวกเราอดทนรับรู้ และพยายามหยุดยั้ง ยับยั้งให้เกิดน้อยที่สุด หรือเบาที่สุด จะเป็นสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับเหยื่อที่น่าสงสารมากไปกว่าการหลับตา ปิดหู ปิดปากตัวเอง ให้ตัวเองมีความสุขไปวัน ๆ กับการพบเห็นแต่สิ่งที่สวยงาม ดีงามในสังคมของตน

เศร้ามาก…

อ่านจบแล้วอธิษฐานในใจท่ามกลางน้ำตาที่ไหลราวกับเขื่อนแตก

ขอให้น้องไปสู่สุขคติ ภพภูมิที่ดีงาม ไม่ต้องผจญกับความเลวร้ายเช่นนี้อีก…

 
ขอให้ความเลวร้ายที่เกิดนี้เป็นกรณีสดท้าย อย่าได้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่ากับใคร ที่ใดก็ตาม…

 
ขอให้ชีวิตทุกชีวิต มีความสุขบนโลกใบนี้…

 
ชีวิตก็เป็นเช่นนั้นเอง…

ปลอบใจตัวเองตามหลักศาสนาพุทธ…

 
ยังไม่หายเศร้าเลย…

ทุกชีวิตมีกรรมเป็นของตน…

ก็ยังไม่หายเศร้า…

ต้องหาคนปลอบใจ…

เข้าไปหาคนเครียดกับเราที่ห้องชานเรือนดีกว่า…

ล๊อกอินก่อน….

ใครส่งข้อความมาหาเรานะ…

อ๋อ…น้องเม็ดทรายผู้แสนใจบุญที่อุทิศตัวให้กับสุนัขจรจัดโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนั่นเอง น้องส่งลิงค์ชวนให้ไปโหวตและดูกระทู้นี้ งานบุญเพื่อสัตว์เลี้ยงแสนรัก

อืม…แวะไปโหวตทู้ก่อนดีกว่าค่อยไปชานเรือน…

สายตาอ่านรายละเอียดการทำบุญ ฯลฯ ในทู้อย่างละเอียด และภาพสุดท้ายที่ทำให้เราต้องขอหยุดวันนี้ ไว้ที่นี่ ขอไปนอนก่อน ก็คือ…

 

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

poordog1

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

ปล. ได้คุยกับน้องเม็ดทรายเมื่อวานเรื่องภาพข้างบนค่ะ น้องบอกว่าไม่ได้เป็นเจ้าของภาพ เป็นภาพที่เพื่อน ๆ กลุ่มรักสัตว์และช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทำร้าย ทารุณ ส่งต่อมาให้อีกทีนึง แต่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นของใคร

จึงขออนุญาติเจ้าของภาพมา ณ โอกาสนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ

Monday, August 24th, 2009 - by มีมี่ - No Comments

ช่วงนี้ไปที่ไหน ๆ หันไปทางใด ก็พบว่าผู้คนต่างพกมือถือกันสองเครื่องเป็นอย่างน้อย แถมต้องมีเครื่องหนึ่งที่มีขนาดบางและหน้าจอใหญ่จุใหญ่ หลาย ๆ ครั้งโดยเฉพาะเวลาขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ก็จะเห็นการใช้งานมือถือเหล่านี้กันทั้งคันรถ ทั้งดูหนัง ฟังเพลง เข้าเน็ต เราเองยังแอบชะแง้แลดูอยู่บ่อย ๆ ..แฮ่..อยากได้ อดทน ๆ ลูกสองแล้ว จะเข้าเรียนแล้วด้วย ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นเท่าทวีคูณ เวลาอยากได้อะไรจะซื้ออะไร หลังมีลูกนี่ เกิดความสามารถในการระงับกิเลสได้อย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อคิดได้แล้ว ดีกรีความโลภลดต่ำลงสู่ระดับปกติ จนสามารถทำกิจการงานอื่นได้อย่างเป็นสุข ไม่ทุรนทุรายอยากได้(สมาร์ทโฟน) อยากมี(สมาร์ทโฟน) ก็เกิดความภูมิใจ “โอ…เรานี่ช่างเป็นแม่ที่ดีเสียเหลือเกิน เจ้าสองเขาจะรู้ไหมนี่ว่า แม่ของพวกเขาอุตส่าห์ประหยัดเลือดตาแทบกระเด็นเพื่อ เก็บเงินเป็นค่าเล่าเรียน ฯลฯ ของลูก ๆ ”

กลยุทธ์ในการระงับความอยากได้ของ ที่ใช้บ่อยคือ เดินไปดูบ่อย แล้วจะชินเอง ไม่อยากได้ ยิ่งมีคนซื้อไปแล้วด้วย ยิ่งทำให้สบายใจใหญ่

อาการอยากได้สมาร์ทโฟนนี่เป็นมาปีนึงได้ ก่อนหน้ากระแสไอโฟนกระหน่ำสร้างกิเลสให้หมู่นักโทร นักท่องเน็ต นักดูหนังฟังเพลง ได้กรี๊ดกัน ประมาณว่าใครถือไอโฟนนี่ ดูไฮโซสุดขีด
hero-intro-20090608

แต่เราซึ่งกำลังพยายามจะเริ่มอาชีพในวงการน้ำหมึกอีกครั้งนึง กลับมองไปที่ ซัมซุง ออมเนีย ทู Samsung Omnia II
omnia_ii_pre-order

เมื่อดูความสามารถของ omnia II ซึ่งก็คือ

ซัมซุงพร้อมมอบประสบการณ์อัจฉริยะครั้งใหม่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เปิดโอกาสให้แฟนสมาร์ทโฟนพันธุ์แท้ทำการจองที่สุดของสมาร์ทโฟนแห่งยุค ‘ซัมซุง ออมเนีย II’ ก่อนใคร โดย “ออมเนีย II” มาพร้อมฟังก์ชันการทำงานสุดล้ำสมัยที่พร้อมตอบสนองทุกการใช้งานทั้งมัลติมีเดียและออฟฟิศอย่างลงตัวด้วยระบบปฏิบัติการวินโดว์ โมบายล์ 6.1 โปรเฟสชันนอล ใช้งานคล่องตัวขึ้นด้วยหน้าจอ WVGA AMOLED ขนาดใหญ่ 3.7 นิ้วเพิ่มความคมชัดในทุกมุมมองในทุกสภาพแสง

ไม่ได้จะซื้อ แต่ตามอ่านรีวิว omnia II หาข่าวคราวความเคลื่อนไหวราวสองอาทิตย์ ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ แต่…อดทนไว้ ไม่ว่าจะอยากได้อย่างไร อนาคตของลูกน้อยก็สำคัญกว่า

เวลาเข้าห้าง เข้าร้าน เห็นร้านขายมือถือก็เป็นต้องย่องเข้าไปลองหยิบ ลองจับของเค้าไปทั่ว ลองไปหมด สามยี่ห้อ คือ
-Apple Iphone 3g มือถือไฮโซ
-HTC Touch Pro, HTC Touch Cruise
-Samsung Omnia II

ซึ่ง ตัว เอชทีซี นี่เป็นคู่แข่งกับออมเนียที่เราอยากได้โดยตรง มวยชั้นเดียวกัน ตรงที่ว่า ใช่้โปรแกรมประมวลผล เป็นวินโดว์โมบายล์ WM ไม่ใช่ ซิมเบี้ยน Symbian

การตามอ่านบทความ ข่าวสาร กระทู้รีวิว ของเจ้า สมาร์ทโฟนเหล่านี้ทำให้เรามีความรู้เพิ่มเติมด้านนี้มาก พอควร ทำให้รู้ว่า Iphone 3gs ไม่คุ้มค่าเลย…

ไว้พรุ่งนี้มาต่อนะคะ วันนี้เลยเวลาปลอดภัยในการนอนหลับพักผ่อนมามากแล้ว ขอให้ทุกท่านฝันดีมีความสุขค่ะ หากอยากรู้ว่าสรุปแล้ว น้องออมเนียแสนสวย แสนเก่งจะสามารถล้วงตังค์ในกระเป๋าคุณแม่ลูกสองผู้แสนงกได้หรือเปล่า โปรดติดตามตอนต่อไป…

Sunday, August 16th, 2009 - by มีมี่ - No Comments
Sunday, August 16th, 2009 - by มีมี่ - No Comments

ใครเคยเจอคำทักทายจากคอมพ์ของคุณบ้างขณะกำลังใช้โปรแกรม ดรีมเวฟเวอร์สานฝันให้เป็นจริงอยู่ ของเราเพิ่งเจอครั้งแรกแล้วเครื่องก็ดับไปในทันใด ไม่พูดจา ไม่เตือนเลยว่า จะดับแล้วนะ แบ๊คอัพไฟล์ ยัง เซฟไฟล์ยัง…

ตกใจ…

หน้าจอดำมือมิดต่อหน้าต่อตา เราอึ้งไปครู่ใหญ่จ้องมองสีดำของหน้าจออย่างเอาเป็นเอาตาย ใจคิดพลาง “พี่…พีเอาจริงหรือพี่ หนูกำลังเร่งงานเว็บอยู่นะ กำลังตั้งใจจะแก้หน้า อินเด็กซ์ของ mimi-book อยู่ หลังจากได้ไอเดีย เอาตัวรอดจากการจัดหน้าดรีมเวฟเวอร์ที่ จัดมาหลายเดือนทำเอาสายตาสั้นขึ้นเป็นหลายเท่าด้วยการไปสมัครเวิร์ดเพรสมันซะทุกเรื่องเลย…

แล้วลงเรื่องตามตีมเลยค่ะ ใช้เวลาเลือกตีมนานหลายอาทิตย์ตามประสาคุณนายเพอร์เฟ็คอยากได้อะไรที่ดีที่สุด แต่ต้อง …ฟรี…เท่านั้น ก็เลยนอนตีสองมาสองอาทิตย์เพื่อให้เจ้าก้อนหินปูนในเต้านมมันได้ออกกำลังกายขยับขยายพื้นที่เสียสะใจ ตอนนี้ตายไม่กลัว กลัวเว็บไม่เสร็จ ไม่สวยจ้า

ก็ผลัดแฟน ๆ มาเกือบปีแล้วนะ สำหรับ mimi-book.com กำลังจะครบปีแล้ว ยังไม่ไปถึงไหนเลย อาย…ค่ะ

ก็ได้ตีมที่พอใจมาหลายตีมอยู่ …ดีใจ..วินาทีนึง กลุ้มใจต่อ….ใช้ตีมไม่เป็น..เฮ้อ…เดี๋ยวมาบ่นต่อค่ะ ขอไปหากาแฟร้อน ๆ มากระตุ้นประสาทก่อนนะ

 

วันนี้แค้นฝังหุ่น mimi-book.com ขอแก้แค่หน้าเดียวเท่านั้น เอาลิงค์ต่าง ๆ  ของเวิร์ดเพรสลิงค์ ๆ เข้าไปเป็นจบ เราไม่ต้องทำหน้าอื่นเพื่อเก็บข้อมูลเรือ่งแล้ว เพราะเรายอมแพ้ต่อความไม่รู้ของตัวเองด้านเว็บดีไซน์ แก้หน้านี้ ไปผิดตรงโน้น แก้ตรงโน้น ไปดันตรงนี้ ตาย…ลูกเต้าไม่อยากจะเลี้ยงกันเลยทีเดียว…

 

แต่วิธีของเรานี่ไม่ดีตรงความไม่เป็นเอกภาพ ความเป็นหนึ่งน่ะค่ะ และที่สำคัญเสียตังค์ จดโดเมนเสียเต็มเลย และ เสียค่าเช่าโฮสท์ด้วย เสียดาต้าเบสด้วย น้องชายบ่นทุกวัน

ตามใจคนแก่หน่อยนะจ๊ะน้องชาย…

วิจัยพบ สมองเด็กแรกเกิด – 7 ขวบพร้อมเรียน”ภาษา”มากที่สุด
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2552 08:32 น.

       นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันเผย ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของมนุษย์คือ แรกเกิด – 7 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองมีความสามารถพิเศษบางประการที่ช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เร็วกว่าการมาเรียนภาษาที่สองเมื่อโตแล้ว และงานวิจัยชิ้นนี้ยังช่วยจุดประกายให้บรรดาผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นที่มีปัญหาในการเรียนภาษาที่สองได้มีความหวังมากขึ้นด้วย
       
       ”การค้นพบเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของสมองเด็กที่สามารถเรียนรู้ภาษาได้มากกว่า 1 ภาษาตั้งแต่ช่วงแรกเกิด – 7 ปีนี้ บางส่วนสามารถนำไปปรับใช้กับการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาที่สองของผู้ใหญ่” ดร.แพทริเซีย คัห์ล (Dr.Patricia Kuhl) แห่ง มหาวิทยาลัยวอชิงตัน หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว
       
       ด้วยรูปแบบเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาษา นักวิจัยค้นพบว่า เด็กทารกแรกเกิดมีความสามารถในการจำแนกความแตกต่างของเสียงเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่ความสามารถนี้จะเริ่มด้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเด็กอายุมากขึ้น
       
       พร้อมกันนี้ ดร.คัห์ลยังได้ยกตัวอย่างชาวอาทิตย์อุทัยที่ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเสียง L กับเสียง R ของภาษาอังกฤษได้ ดังนั้น การออกเสียงคำว่า rake และ lake ของคนญี่ปุ่นจึงยากที่จะฟังให้แตกต่างกัน
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อทีมนักวิจัยได้ทำการพิสูจน์เรื่องนี้กับเด็กอายุ 7 เดือนในโตเกียว และเด็กอายุ 7 เดือนที่อาศัยอยู่ในซีแอตเติล กลับพบว่า เด็กทั้งสองคนสามารถจับความแตกต่างของเสียง R และ L ได้ดีพอ ๆ กัน แต่เมื่อทำการทดสอบอีกครั้งเด็กมีอายุ 11 เดือนกลับพบว่า การจำแนกความแตกต่างระหว่างเสียง R และ L ของเด็กญี่ปุ่นด้อยลงอย่างมาก
       
       ”ในช่วงแรกเกิด – 6 เดือนแรก เป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในการพัฒนาเหล่านี้ก็คือการสร้างโครงสร้างทางภาษาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก”
       
       ทั้งนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า เด็กทารกสามารถเรียนรู้ภาษาได้มากกว่า 1 ภาษาโดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด (แตกต่างจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับภาษาที่สอง)
       
       อย่างไรก็ดี เพื่อให้สมองของเด็กซึมซับภาษาใหม่ลงไป จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงร่วมด้วย จะหวังพึ่งแต่ซีดีประกอบการเรียนรู้ หรือทีวีเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถทำได้ วิธีง่าย ๆ ที่จะใช้สอนทารกก็คือการพูดกับเขา (พูดทั้งภาษาแม่ และภาษาที่สอง หรือสามกับเด็ก) และการสร้างสภาพแวดล้อมแบบสองภาษาจะทำให้สมองของเด็กมีความยืดหยุ่นได้มากกว่าด้วย

น้องเพ่ยเพ่ย กับคุณพ่อ

       โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กที่เติบโตมากับสภาพแวดล้อมแบบสองภาษา หรือแม้จะแค่ภาษาแม่ภาษาเดียวก็ตาม จะเริ่มหัดพูดได้ในช่วงอายุประมาณ 1 ขวบเป็นต้นไป และอาจสามารถพูดได้ 50 คำเมื่ออายุ 18 เดือน
       
       หันมาฟังเสียงจาก “พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์” คุณพ่อคนดังผู้แต่งหนังสือ “เด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้” ที่สร้างสภาพแวดล้อมแบบสองภาษาจนน้อง “เพ่ยเพ่ย” ลูกสาววัย 4 ขวบสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย – อังกฤษอย่างคล่องแคล่ว โดยคุณบิ๊กมีมุมมองเกี่ยวกับการฝึกภาษาของเด็กว่า “ส่วนตัวศรัทธาในหนังสือรอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว จากจุดนั้นทำให้เกิดความเชื่อว่าเด็กมีความสามารถ เราก็เลยลองทำ ซึ่งพอทำไปได้สัก 3 – 6 เดือน ก็เริ่มมีบทความงานวิจัยออกมาสนับสนุนสิ่งที่เราคิดมากขึ้น”
       
       ”สิ่งที่อาจเป็นอุปสรรคก็คือ บางครั้งพ่อแม่หวังพึ่งครูมากเกินไป ผมว่าการเปลี่ยนครูภาษาให้เป็นพ่อแม่มันยาก เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครูภาษาง่ายกว่า เพราะปัจจุบันนี้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มีครบ จึงเอื้อต่อพ่อแม่มากกว่าในอดีต”
       
       “ขอฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังพยายามอยู่ว่า เด็กเล็กจะเรียนรู้จากการเลียนแบบ และคนที่ใกล้เขามากที่สุดเพื่อให้เขาได้เลียนแบบก็คือพ่อแม่ ในเรื่องของการฝึกภาษา ขอให้ถือเป็นภารกิจ เป็นการสร้างทุนปัญญาให้กับลูก สะสมไปเรื่อย ๆ เมื่อเขาโตขึ้นไปมันก็จะกลายเป็นกองทุนปัญญาให้เขาหยิบไปใช้ และการฝึกก็อย่าไปเครียดกับมันมาก เพราะแต่ละครอบครัวมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทำแล้วให้สนุกมีความสุขให้การทำ ถึงจุดหนึ่งรู้สึกเกินกำลัง หรือเกินไปจากเงื่อนไขของครอบครัวก็สามารถพักได้ หรือถ้าขาดกำลังใจก็เข้าไปที่เว็บไซต์ 2pasa.com ก็ได้ครับ” คุณพงษ์ระพีฝากทิ้งท้าย