ขอบคุณที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 12:57:10 น.
วารสารสมาคมการศึกษาเกี่ยวกับผู้ป่วยสูงอายุของอเมริกา ได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสต์เทิร์น ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ว่ารูปร่างของผู้หญิงอาจมีอิทธิพลต่อความทรงจำของพวกเธอเองว่าดีแค่ไหน โดยนักวิจัยกล่าวว่า แม้ว่าการแบกน้ำหนักที่เกินพิกัดไปไหนมาไหนจะทำให้การทำงานของสมองของหญิงชราด้อยลง แต่การมีสะโพกที่ใหญ่เกินไปก็อาจส่งผลเสียยิ่งกว่านั้น โดยจากผลการวิจัยพบว่าผู้หญิงที่มีรูปร่าง “ทรงแอปเปิ้ล” จะมีสุขภาพที่ดีกว่าผู้หญิงที่มีรูปร่าง “ทรงลูกแพร์” แต่การที่มีไขมันสะสมบริเวณเอวมากเกินไป ก็ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจเพิ่มขึ้น
จากผลการวิจัยพบว่า การให้ความสำคัญกับการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับพอดี จะช่วยทำให้สุขภาพกายและสุขภาพใจดีขึ้น โดยความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยในบางกรณี อาจเกิดจากการมีน้ำหนักตัวมากเกินไป อาทิ โรคที่เกี่ยวกับเส้นเลือด และการอักเสบในอวัยวะส่วนต่างๆ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าเป็นสาเหตุให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคความจำเสื่อมในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน เพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตามผลการศึกษาครั้งล่าสุด แนะนำว่าการมี “ไขมัน” เพิ่มขึ้นเล็กน้อยบริเวณรอบเอวอาจจะช่วยป้องกันอาการทางสมองบางอย่างได้
นักวิจัยเชื่อว่า ไขมันบริเวณหน้าท้อง ทำให้ฮอร์โมน “เอสโตรเจน” ในเพศหญิงเพิ่มขึ้น ซึ่งปกติแล้วจะลดลงเองตามธรรมชาติหลังจากที่ผู้หญิงก้าวเข้าสู่ “วัยหมดประจำเดือน”
โดยสารเอสโตรเจน เชื่อว่าจะช่วยป้องกันให้การเสื่อมถอยที่เกี่ยวกับกระบวนการการรับรู้ของสมองลดลง จากการทดลองในสตรีวัย 65-79 ปี จำนวน 8,745 คน ซึ่งทำการทำแบบทดสอบความจำ และผ่านการวัดส่วนสูงและชั่งน้ำหนัก และนำมาประมวลเป็นผลที่เรียกว่า “ดัชนีมวลรวมร่างกาย หรือ บีเอ็มไอ” พบว่ากว่าสองในสามของผู้เข้ารับการทดสอบทั้งหมด มีน้ำหนักเกิน โดยพบว่าทุกๆการเพิ่มหนึ่งหน่วยของบีเอ็มไอ คะแนนด้านความทรงจำก็จะลดลงหนึ่งคะแนนด้วยเช่นกัน และผู้หญิงที่มีรูปร่าง “ทรงลูกแพร์” ที่มีขนาดเอวเล็กแต่มีขนาดสะโพกที่ค่อนข้างใหญ่ พบว่ามีระดับคะแนนที่ต่ำมาก และไขมันก็มีผลต่อการก่อตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือการที่เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ
โดยเป็นที่ทราบกันในหมู่นักวิทยาศาสตร์ว่า ชนิดของไขมันที่ต่างกัน จะสร้างประเภทของฮอร์โมนที่ต่างกันไปด้วย มีมีผลกระทบต่างๆกันต่อภาวะต้านทานของสารอินซูลิน สารอินทรีย์จำพวกไขมัน และความดันเลือด
ขอบคุณที่มา ไทยรัฐออนไลน์
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตมนุษย์เงินเดือนนั่งทำงานในออฟฟิศ หรือแม้การนั่งขับรถอยู่บนท้องถนนเป็นเวลานานๆ ทำให้เหนื่อยล้าเกินกว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำได้ เมื่อเวลาผ่านไปมักมีอาการปวดตามบ่า ไหล่ สะโพก ปวดร้าวถึงปลามือ ปลายขา บางรายชาที่ปลายมือปลายเท้าด้วย ทุกข์ทรมานแสนสาหัส อาการเหล่านี้ทางการแพทย์เรียกว่า “โรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท”
โรคกล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาทจะมีอาการปวดร้าวและชา ไปตามแขนหรือขา อาการคล้ายกับโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลังยังแยกสองโรคออกได้ไม่ 100% ถ้าซักประวัติละเอียดจะพบว่า ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อนี้จะมีอาการปวดบริเวณสะโพกนำมาก่อน และค่อยๆ ลามลงขาไปจนถึงปลายเท้า หรือปวดบริเวณคอหัวไหล่ แล้วค่อยๆ ลามไปถึงปลายแขน อาการรุนแรงกว่าโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเสียอีก
continue reading
ขอบคุณที่มา วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 13:16:54 น. มติชนออนไลน์
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 20 พ.ย.ว่า ตำรวจได้จับกุมและตั้งข้อหาขบวนการขโมยไขมันมนุษย์ด้วยการสังหารเหยื่อ เพื่อนำไปขายในตลาดมืด โดยมีเหยื่อ 5 ราย ถูกสังหาร และพบขวดบรรจุไขมันเหลว ซึ่งมีมูลค่าแกลลอนละ 60,000 ดอลลาร์
รายงานระบุว่า ในการแถลงข่าว ตำรวจได้โชว์ขวดไขมันจำนวน 2 ขวด ของเหยื่อ และรูปศรีษะเน่าของเหยื่อชายรายหนึ่งอายุ 27 ปี และว่า คนร้ายได้สารภาพว่า ได้ตัดศีรษะ แขน และขา และคว้านอวัยวะของเหยื่อ ก่อนจะแขวนลำตัวเหยื่อด้วยตะขอ และนำเทียนมารนเอาไขมันจากร่างเหยื่อเพื่อบรรจุกระป๋อง อย่างไรก็ตาม ตำรวจต้องสงสัยว่า เครือข่ายดังกล่าวได้ขายไขมันให้แก่บริษัทเครื่องสำอางในยุโรป
ข่าวนี้ ต้องอ่านจบถึงจะรู้ว่าเกี่ยวกับ พวกเราสาว ๆ ขนาดไหน “ขายไขมันให้แก่บริษัทเครื่องสำอางค์ในยุโรป….แง….กรี๊ด…..
ขอบคุณที่มา ไทยรัฐออนไลน์

การตรวจมะเร็งปากมดลูก การตรวจภายในสตรี

การตรวจมะเร็งปากมดลูก การป้ายเซลล์ไปตรวจมะเร็งปากมดลูก
อธิบดีกรมอนามัย เผยรายงาน สถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบสถิติหญิงไทย เป็นมะเร็งปากมดลูก อันดับหนึ่ง คาดประมาณว่าจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 5 แสนรายต่อปี
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับสตรีทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนานับเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง จากการคาดประมาณว่าจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 5 แสนรายต่อปี ในแต่ละปีมีอัตราเสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 50 สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปากมดลูกพบมากเป็นอันดับหนึ่งของสตรีและเสียชีวิต ถึงวันละ 9 คน จากรายงานของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่มีแนวโน้มสูงขึ้น
จากการคาดประมาณในช่วงปีพ.ศ. 2533-2551 พบว่าผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 4,353 ราย ในปี พ.ศ. 2533 เพิ่มขึ้นเป็น 9,747 รายในปี พ.ศ. 2551 โดยมีอัตราการเกิดโรค 24.7 ต่อประชากร 100,000 ราย พบอัตราการเกิดโรคสูงสุดในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทยและว่านับเป็น ความโชคดีของสตรีไทยที่องค์กรจาไปโก้: JHPIEGO (John Hopkins University Nonprofit Affiliate) เป็นองค์การนานาชาติที่ไม่แสวงหากำไรเพื่อสุขภาพของสตรีและครอบครัว ได้เห็นความสำคัญและให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติที่สอดคล้องกับท้องถิ่นแก่ประเทศไทย โดยประสานการดำเนินงานร่วมกับกรมอนามัยในฐานะหน่วยงานหลักที่ดำเนินการด้าน อนามัยการเจริญพันธุ์ของประเทศไทยเป็นเวลากว่า 10 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา เพื่อต้องการงบประมาณในการสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยการตรวจ คัดกรองมะเร็งปากมดลูกครบวงจร หาเงินช่วยหญิงไทยห่างไกลมะเร็งปากมดลูก
Mimibook ?
“จะเอาชื่อนี้จริง ๆ หรือ” หลาย คนถาม ทัก
“ก็จริงสิ ทำไมล่ะ ไม่เพราะหรือ”
“เพราะดี แต่ว่า มันจำกัดคนเข้าเว็บเป็นหญิงหมดเลยนะ”
“ก็ไม่เป็นไร เราชอบชื่อนี้”
หลายคนเคยถาม ไม่ใช่หลายคนนะ ทุกคนเลย เคยถามว่า ทำไมอยากตั้งชื่อเว็บแรกของตัวเองว่า www.mimibook.com แต่มีไม่กี่คนที่จะรู้ว่าเราตั้งชื่อ มีมี่บุ๊คให้เว็บ(ที่ตั้งใจจะให้เป็นร้าน)หนังสือ แห่งแรกของเรา ก็เพราะว่าเป็นชื่อที่เรากับสามีตั้งใจว่าจะเรียกลูกสาว ที่เราคาด(เดากันไปเอง)ว่าจะลืมตาดูโลกในปีนี้ เราไม่สนใจว่าคนจะเข้ามามากน้อยแค่ไหน แต่อยากมีที่ ๆ เผยแผ่งานเขียนเก่าแก่กับที่กำลังจะเขียน รวมทั้งรวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวของวงการนักเขียนนักอ่าน วงการหนังสือ ใส่เว็บบอร์ดเข้าไว้ให้เป็นพื้นที่ ๆ เพื่อน ๆ เข้่ามาคุยมาใช้พบปะกันบ้าง ก็เท่านั้น หรือหากจะไม่มีใครเข้่ามาดูเลย ไม่มีใครเข้ามาใช้งานเลย เพราะเราไม่ได้ไปโปรโมทเว็บที่ไหน หรือบอกใคร ๆ มากนัก ก็ไม่เป็นไร อ่านอยู่คนเดียวก็สนุกได้…
แต่…คนลิขิต หรือจะสู้ฟ้าลิขิต…เราตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 เดือนเมษายน ปลายเดือนพฤษภาคม ลูกก็ตัดสินใจด้วยตัวเองว่ายังไม่พร้อมที่จะลืมตาดูโลก…
เสียใจ…แน่นอน ซึมเศร้าไปเป็นปีเลย แต่เรามีลูกชายสองคนที่รอคอยเราอยู่ แม้จะโศกเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบลิงน้อยตาบ้องแบ๊วที่อยู่ตรงหน้าด้วย
จากวันนั้น ความปวดร้าวจางหายไป เหลือแต่ความเข้าใจในสภาพธรรมชาติ กระนั้น ความอยากได้ลูกสาว ยังคงมีอยู่ มันวนเวียนอยู่ในจิตใจตลอด แต่ความกลัวที่จะเกิดเหตุการเดิมซ้ำรอย มีมากกว่า ยิ่งสามีบอกว่า
“พี่ห่วงเรื่องสุขภาพของแม่ มากกว่าที่จะอยากเห็นหน้าลูกอีกคน…น้องอายุใกล้สีสิบแล้ว…”
ควรจะซึ้งดีหรือเปล่า แต่ก็ทำให้เรายกเลิกมีมี่โปรเจ็คหันมาเริ่มงานเว็บไซต์ มาจนกระทั่งเดือนนี้ที่ รู้สึกว่าอาจจะมีโอกาสโดยบังเอิญ ตัวเองอ้วนขึ้นและไม่ลง(อันนี้ไม่แน่ใจนัก เพราะแค่เดือนเดียวและเราก็ทานกระหน่ำ มิดไนท์เซล…) และรู้สึกว่าหน้าอกหน้าใจมันขยับขยายนิด ๆ รวมทั้งความรู้สึกเจ็บจิ๊ด ๆ เหมือนมดกัดที่หน้าท้อง ซึ่งเป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ ช่วงที่ไข่ที่ได้รับการผสมจากอสุจิแล้ว เริ่มหากที่เกาะในมดลูก แม่ก็อาจจะมีอาการรู้สึกจึ๊ด ๆ แบบรำคาญ ๆ ได้ เพราะว่าเกาไม่ได้นั่นเอง (อาจจะเข้าข้่างตัวเองนิดหน่อย) ใจจึงคอยนึกอยู่ตลอดเวลาว่า Mimi…Is that you?
ขอบคุณที่มา มติชนออนไลน์
เพราะอาหารการกินเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคมะเร็งยิ่งต้องเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม เพราะการรักษามะเร็งนั้นต้องใช้ทั้งการฉายแสง เคมีบำบัด และผ่าตัด ซึ่งล้วนมีผลข้างเคียงมาก

อาหารยามรักษามะเร็ง
ดร.กมล ไชยสิทธิ์ นักกำหนดอาหารและนักเภสัชวิทยา ได้แนะนำว่า หลักโภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งนั้นจะกำหนดอาหารพลังงานสูง โปรตีนสูง และควรทำอาหารให้ปริมาณน้อยแต่มีพลังงานและคุณค่าทางอาหารสูง เช่น ซุปข้น

อาหารยามรักษามะเร็ง
“ในระหว่างการรักษาร่างกาย อาหารควรรับประทานง่ายมีพลังงานสูง เช่น โยเกิร์ต ธัญพืชใส่นม แซนด์วิช ซุปข้น และไม่ควรทานอาหารจำพวกที่มีใยอาหารสูง เช่น ข้าวโพดคั่ว ผลไม้สด และผักสด หากท้องเสีย หรือถ้ามีแผลในช่องปากไม่ควรรับประทานอาหารที่มีลักษณะเป็นกรด เช่น น้ำส้ม”
นอกจากนี้ ทางชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ร่วมระดมความคิดและประสบการณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทุกวิถีทาง ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมและฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านร่างกาย จิตใจ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัว ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีกำลังกาย กำลังใจในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ที่สนใจปรึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมรับหนังสือประสบการณ์ผู้ป่วยได้ที่ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง โทรศัพท์ 0-2664-0078-9
เลือกสิ่งที่ดีให้กับชีวิต
โดย อรชร ตั้งวงษ์เจริญ ขอบคุณที่มา มติชนออนไลน์

ธรรมชาติช่วยชีวิต พิชิตโรคร้ายด้วยผักและผลไม้
ชื่อเสียงเรียงนามของ “ดร.ทอม อู๋” อาจจะแปร่ง แปลก ไปจากหูของคนไทย
เพราะผู้ชายวัย 73 ปี ผู้นี้เกิดที่ประเทศจีน เคยศึกษาวิชาชี่กงและตำรับ “ยาลับ” จากหมอชี่กงผู้เร้นกายท่านหนึ่ง ต่อมาได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนตะวันตกพร้อมกับค้นคว้าวิชาแพทย์ทางเลือก จนสำเร็จการศึกษาเป็นดอกเตอร์ด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ จากสหรัฐอเมริกา
สามสิบปีก่อน ดร.ทอม อู๋ เคยป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 3 เข้ารับการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงได้รับคำแนะนำให้หยุดการรักษาและเปลี่ยนมากิน “อาหารอินทรีย์” และรักษาด้วย “วิธีธรรมชาติ” ทำให้เขาหายขาดจากโรคมะเร็ง
continue reading
ขอบคุณที่มาข่าว โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 ตุลาคม 2552 14:50 น.
เดลีเทเลกราฟ/เดลีเมล์ – สถาบันเมนซา ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลเด็กพรสวรรค์ของอังกฤษ รับเด็กชายวัย 2 ปีเป็นสมาชิกที่มีอายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง หลังจากที่พบว่ามีความฉลาดทางเชาว์ปัญญา (ไอคิว) เท่ากับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และสตีเฟน ฮอว์กิงส์ นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลก
continue reading
ณ บัดนี้ เพิ่งเข้ามา พบว่าจากสแปม สามร้อยกว่าเมล์ ได้เพิ่มขึ้นเป็นพันสองร้อยกว่า และเรานั่งลบไปทีละเมล์ด้วยความปวดหัว พยายามหาคำสั่งอะไรที่บอกว่า “เลือกทั้งหมด” ฯลฯ แต่กํ็ไม่เจอ ทำได้แค่ค่อย ๆ ลบไปเท่าที่กำลังมือจะมี
เพื่อน ๆ ท่านใดพอทราบโปรดบอกวิธีด่วน
ขอบคุณค่ะ
เพราะความใจอ่อนของผู้เขียนเองในการกดอนุมัติความเห็นที่เป็นภาษาอังกฤษ อันหนึ่งทั้ง ๆ ที่สงสัยอยู่ว่าเป็นพวกสแปมหรือเปล่า มาบัดนี้ โดน สแปมถล่มวันละเป็นร้อยความเห็น ลบจนนิ้วมือหงิก เสียเวลาเป็นที่สุด
ผู้เขียนยังงงอยู่ว่า กดรายงานสแปมก็แล้วแต่ทำไม เจ้าสอง รายที่ตั้งหน้าตั้งตาขายยาปลุกเซ็กส์อย่างเดียว-ไวอากร้า ถึงยังสามารถเข้ามาลุยผู้เขียนได้ทุกวัน
วันนี้ขอยอมแพ้ชั่วคราวจะไม่ต่อกรอะไรทั้งสิ้น หลังจากลบไปสามหน้า ๆ ละ ยี่สิบความเห็น ยังเหลืออีก สองร้อย ยี่สิบความเห็นที่ขายไวอากร้า…
อาเมน…แอนด์กู๊ดไนท์
ขอบคุณที่มา คอลัมน์ สรรหามาเล่า โดย raikorn@hotmail.com
วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11522 มติชนรายวัน
เบรสต์ แคนเซอร์ (Breast cancer) หรือ มะเร็งเต้านม เป็นโรคหนึ่งที่ผู้หญิงกลัว เพราะเดี๋ยวก็ได้ยินว่า คนนั้นก็เป็น คนนี้ก็เป็น แต่วันนี้มี “ข่าวดี” ค่ะ เป็นผลการศึกษาจากหมอในสหรัฐอเมริกา ที่บอกว่า ผู้หญิงเราสามารถ “ป้องกัน” ตัวเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งเต้านมได้
ด้วยการปฏิบัติตัวง่ายๆ โดยพยายามควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้อ้วนจนเป็นอันตราย ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้น้อยๆ หน่อย หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ ส่วนผู้หญิงที่มีลูกอ่อน ก็เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
continue reading
ขอบคุณที่มา สถาบันมะเร็งแห่งชาติเช่นกันค่ะ สำหรับเมนูนี้ อร่อยแถมต้านมะเร็งด้วยจ้า เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะเปิดครกเลยนะ
อภินิหารต้านมะเร็ง ของส้มตำ 18 นางฟ้ากับ หนึ่งมารร้าย
หัวข้อนี้ก็มีประโยชน์มากเช่นกันค่ะ ตามอ่าน และปฏิบัติตามกันนะคะ จะได้ห่างไกลมะเร็ง จริง ๆ แล้วนั้นหนังสือสุขภาพมีมากมายในตลาด เราเองก็อ่านมาไม่ต่ำกว่ายี่สิบเล่มในรอบไม่กี่ปีนี้ แต่พอมีเรื่องใกล้ตัวก็งงพอควร ว่าจะเริ่มอย่างไรดี
เอกสารฉบับนี้่สรุปได้กระชับค่ะ สำหรับคนไม่มีเวลาไม่ต้องไปหาหนังสือเล่มหนา ๆ มาอ่าน
ผัก ผลไม้ป้องกันมะเร็ง โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
ขอบคุณที่มา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
หลังจากหาข้อมูลไปได้ระยะหนึ่ง ก็พบว่า ข้อมูลที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติมีอยู่ครบถ้วน ในการป้องกัน รักษา ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งเต้านม
คลิ๊กไป ๆ มา ๆ ก็เจอกับหัวข้อการตรจเต้านมด้วยตนเอง อย่างสม่ำเสมอค่ะ มีภาพให้เห็น ทำตามได้อย่างชัดเจน ลองทำดูกันนะคะ อย่าเขิน
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
ขอบคุณที่มา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในหญิงไทยเป็นที่สองรองจากมะเร็งปากมดล กมักเกิดในหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปและพบมากในหญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรน้อย และในผู้ที่มีประวัติญาติพี่น้องเคยเป็นมะเร็งเต้านมหญิงอายุน้อยหรือชายก็อาจเ ป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่พบได้น้อย
สาเหตุการเกิดโรค ยังไม่ทราบแน่นอน แต่ในทางระบาดวิทยาอาหารไขมันสูง มีส่วน ทำให้เกิดโรคได้ ตำแหน่งเกิดของมะเร็งเต้านมมักเป็นที่ส่วนบนด้านนอกของ เต้านมมากกว่า ส่วนอื่น
continue reading